
"สุรชัย"ไม่ขอพูดปมประธานสนช.ชี้ให้ที่ประชุมตัดสิน
"สุรชัย" ไม่ขอพูดเรื่องประธานสนช. ระบุให้ที่ประชุมเป็นผู้ตัดสิน "สมชาย" มั่นใจสัดส่วนทหารมากไม่เป็นปัญหาในการทำงาน
"สุรชัย" ไม่ขอพูดเรื่องประธานสนช. ระบุให้ที่ประชุมเป็นผู้ตัดสิน "สมชาย" มั่นใจสัดส่วนทหารมากไม่เป็นปัญหาในการทำงาน
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ อดีตรองประธานวุฒิสภากล่าวว่า การเลือกประธานสนช.ต้องรอให้ที่ประชุมเป็นผู้ตัดสิน หากจะให้พูดในตอนนี้ก็เกรงว่าจะไม่เหมาะสม และไม่ใช่เรื่องที่ใครจะแต่งตั้งใครก็ได้ เมื่อถึงเวลาก็จะเห็นเอง แต่ส่วนตัวให้อยู่ตรงไหนก็สามารถทำงานได้
นายสุรชัย กล่าว่า ส่วนจะชิงตำแหน่งประธานสนช.หรือไม่นั้น ยังไม่มีความคิดเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมาตนผ่านการทำงานมาหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะรองประธานวุฒิสภาทุกคนก็ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งงานสนช. คงหนักมากขึ้นเพราะรวมงาน 2 สภาไว้ แต่ตนพร้อมทำงานหนัก เพื่ออุทิศตัวให้เต็มที่
นายสุรชัย กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมสนช.อาจต้องมีการเขียนขั้นตอนเอาไว้ในข้อบังคับการประชุมสนช.ฉบับใหม่ โดยอาจนำแนวปฏิบัติในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้เคยกำหนดมาปรับใช้ เช่น การเสนอชื่อบุคคลโดยต้องมีผู้รับรอง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับที่ประชุมสนช.จะหารือกัน แต่คิดว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ที่ประชุมเลือกจะต้องมาจากสนช.เท่านั้น
นายสุรชัย กล่าวว่า การทำงานของสนช.นับจากนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตเคยวินิจฉัยเกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติก่อนหน้านี้มาศึกษาและนำเป็นแนวปฏิบัติโดยเฉพาะคำวินิจฉัยเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายฉบับในอดีต เพื่อไม่ให้การตรากฎหมายเกิดปัญหาอีก
นพ.เจตต์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสนช. กล่าวว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีอาจดำเนินการได้ในแนวทางหนึ่งแนวทางใดภายใต้ 2 แนวทางนี้ คือ 1.ให้ที่ประชุมสนช.กำหนดลงไปเลย 2. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสนช.ฉบับใหม่ขึ้นมาแล้วให้บรรจุขั้นตอนและวิธีการเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีเอาไว้
"ส่วนตัวคิดว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาควรใช้วิธีการตั้งคณะกรรมาธิการหนึ่งคณะเพื่อจัดทำข้อบังคับใหม่ เพื่อที่จะสามารถกำหนดขั้นตอนและรายละเอียดได้ชัดเจน"นพ.เจตต์ กล่าว
เมื่อถามว่า การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีควรจะเป็นแบบเปิดเผยหรือลับ นพ.เจตต์ กล่าวว่า จะลับหรือไม่ลับก็ได้ ขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะว่าอย่างไร แต่ถ้าย้อนกลับไปดูประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมาก็เป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผยมาตลอด
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสนช. กล่าวว่า การที่สนช.มีทหารเข้ามาในตำแหน่งกว่าครึ่งหนึ่งไม่เป็นปัญหาในการทำงาน เพราะทหารแต่ละคนที่เข้ามาทำงานมีประสบการณ์และความรู้ความสามารถ ซึ่งหลายคนมีความรู้ทางกฎหมาย ประกอบกับสนช.คนอื่นๆที่มีความรู้ความชำนาญในด้านต่างๆก็จะทำให้การออกกฎหมายต่างๆมีความรัดกุมมากขึ้น นอกจากนี้การทำงานร่วมกันของสนช. สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นการแบ่งกันทำงานในด้านต่างๆเพื่อปฏิรูปประเทศ สามารถร่วมกันทำงานได้ ไม่เหมือนในอดีตที่มีแต่ความขัดแย้งกัน
นายสมชาย กล่าวว่า ขณะเดียวกันคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะจากผลงานการเป็นหัวหน้าคสช.ที่ผ่านมาสามารถแก้ปัญหาประเทศได้ดี รวมทั้งมีความรอบคอบเข้าใจปัญหา ส่วนกรณีที่กลุ่ม 40 สว.จะผลักดันนายสุรชัย ชิงตำแหน่งประธานสนช.กับนายพรเพชร วิชิตชลชัย สมาชิกสนช. ทางกลุ่มไม่ได้คุยกันในประเด็นนี้ เนื่องจากเข้ามาทำงานเพื่อประเทศ ไม่ใช่มาแข่งขัน อีกทั้งเห็นว่า นายพรเพชรและนายสุรชัย ทั้งคู่มีความเหมาะสมทั้งประสบการณ์ในการทำงานและความรู้ด้านกฎหมาย เชื่อว่าหากทั้งคู่ได้รับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งจะทำงานร่วมกันได้ดี
นายสมชายกล่าวอีกว่า เรื่องที่สนช.ต้องเร่งทำคือ เรื่องพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 และกฎหมายต่างๆที่ยังค้างอยู่ในสภา ส่วนเรื่องการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีรวมทั้งการถอดถอนบุคคลทางการเมืองอื่นๆ ต้องหารือในที่ประชุมสนช.ก่อน ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับประธานสนช.จะบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมเมื่อใด แต่ในนามส่วนตัวเห็นว่าสามารถทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 มีข้อกำหนดให้สนช.ทำหน้าที่แทนวุฒิสภา ดังนั้นจึงสามารถพิจารณาเรื่องการถอดถอนได้







