
แบ่งเค้ก2.4ล้านล้านช.การช่างขอ6แสนล.
ก่อสร้างตัดเค้กงบโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้าน ช.การช่าง เล็งซิวงาน 25%
ก่อสร้างตัดเค้กงบโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้าน ช.การช่าง เล็งซิวงาน 25%
นายประเสริฐ มริตตนะพร กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มงานบริหาร บริษัท ช.การช่าง เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าจะมีส่วนแบ่ง 2025% หรือ 67.4 แสนล้านบาท ของแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 2.4 ล้านล้านบาท ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติ โดยจะเริ่มทยอยดำเนินการปีหน้าและจะทยอยรับรู้รายได้ปีต่อปี ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ 34 ปีหน้า เพิ่มจากขณะนี้ 1.04 แสนล้านบาท
“คิดว่าปีนี้ คสช.จะใช้เงินลงทุนน้อย เพราะโครงการส่วนใหญ่ได้รับอนุมัติช่วงปลายปี โดยเริ่มพัฒนาโครงการเร่งด่วนก่อน ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ และมอเตอร์เวย์เส้นบางปะอินโคราช ซึ่งการพัฒนาครั้งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างการจ้างงานกลับมาคึกคัก ความเชื่อมั่นนักลงทุนดีขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ” นายประเสริฐ กล่าว
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในฐานะกรุงไทยเป็นผู้นำสินเชื่อภาครัฐ เมื่อ คสช.มีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานชัด ธนาคารจึงเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการนี้โดยเฉพาะ
สภาพัฒน์ฯ มั่นใจตัวเลขจีดีพีปีนี้ขยับเกิน 2% หลังจากอนมัติงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก้อนแรก 7.4 แสนล้านบาท
นายธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทั้งนี้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ(จีดีพี) อาจจะขยายตัวได้มากกว่า 2% เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่คลี่คลาย ความเชื่อมั่นการบริโภคและลงทุนกลับมา รวมถึงผล จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ได้อนุมัติเงินลงทุนก้อนแรก 7.4 แสนล้านบาท และอยู่ระหว่างการทำแผนงาน ที่ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างมีความคึกคัก หลังจากที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
"ปกติภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วน 4% ของจีดีพี ซึ่งหากรัฐมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผน ทำให้เอกชนมีความมั่นใจที่จะลงทุนตามมา คาดว่าสัดส่วนของภาคก่อสร้างจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 5% ซึ่งจะช่วยผลัดดันการขยายตัวของจีดีพีได้ ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเคยอยู่สัดส่วน 4% เท่ากับภาคการก่อสร้างแต่ปัจจุบันตัวเลขขยับสูงถึง 10% ของจีดีพีแล้ว จากจำนวนตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจรวม 12 ล้านล้านบาท” นายธานินทร์ กล่าว
อย่างไรก็ตามต้องติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด เพราะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ จะต้องอาศัยความมีเสถียรภาพทางการเมือง โดยคาดว่างบประมาณการลงทุนที่จะเข้ามาจะเป็นงบประมาณ ปี 2558 โดยจะเริ่มเข้ามาช่วงเดือนต.ค. เป็นต้นไป
นายธานินทร์ กล่าวอีกว่าตัวกระตุ้นภาคก่อสร้างที่สำคัญคือการไปพัฒนากฎหมาย การปรับปรุงระบบ การนำเข้าสินค้า การพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อจะให้ภาคก่อสร้างสามารถข้ามไปรับงานก่อสร้างประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย โดยเฉพาะด่านปะดังเบซ่า ซึ่งมีมูลค่าการค้าชายแดนคิดเป็น 70% ของทั้งหมด 56 ด่านชายแดนสำคัญของประเทศ
กรุงไทยชี้ระดมสภาพคล่องทันรับเมกะโปรเจ็กต์การลงทุนภาครัฐ เล็งออกแคมเปญสนองผู้รับเหมาซัพพลายเชน คืนเป้าสืนเชื่อปีนี้ 710%
ทั้งนี้ แผนโครงการลงทุนที่ชัดเจนดังกล่าว ไม่เพียงส่งผลดีต่อบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ แต่ยังเกิดอานิสงส์ต่อเนื่องยังธุรกิจที่เป็นซัพพลายเชน เช่น วัสดุก่อสร้าง หรือผู้รับเหมาช่วง ซึ่งซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการรัฐเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ธนาคารจะรุกตลาดอย่างจริงจัง
"ตอนนี้สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่น เพราะพื้นฐานอย่างอื่นเราดีอยู่แล้ว ซึ่งเชื่อว่าการที่ คสช. ชัดเจนเรื่องโครงการ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นจากภาคเอกชนได้ แม้บางโครงการอาจเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง แต่ต้องเกิดแน่นอน" นายวรภัค กล่าว
อย่างไรก็ดี แหล่งเงินทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่จะเป็นการระดมเงินในประเทศ ซึ่งสภาพคล่องในระบบยังมีมากไม่เป็นปัญหา ส่วนธนาคารกรุงไทยที่เงินฝากลดลงเล็กน้อยในครึ่งปีแรก ก็จะมีการระดมเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง เพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มมากขึ้น
นายวรภัค ยังให้มุมมองเศรษฐกิจในปี 2558 ว่า จากการที่หล่ยสำนักประเมินจีดีพีโตไม่ร้อยกว่า 4% ก็น่าจะเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน จะฟื้นตัวหรือเติบโตเพียงใด เพราะสัดส่วนจีดีพีไทย 2 ใน 3 คือการส่งออกที่อิงกับปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกันคาดหวังว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นปกติหลังจากหดตัวมากปีนี้ รวมทั้งการผลักดันโครงการต่างๆ จาก คสช.
"อยากให้คสช.ใช้โอกาสที่มีในมือผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ระยะยาวที่คั่งค้าง โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถ ไม่เพียงด้านขนส่งหรือพลังงาน แต่รวมถึงการศึกษา ที่ส่วนตัวเห็นว่าสำคัญที่สุด แต่เพราะใช้เวลานานทำให้รัฐบาลเลือกตั้งปกติตะเลือกทำแต่โครงการสั้นๆเห็นผลไว" นายวรภัค กล่าว







