
ออกแบบปฏิรูปการเมือง "เลือกนายกฯโดยตรง"
วันนี้ สส.มีอำนาจ เพราะให้ยกมือเลือกนายกฯ แต่ถ้าเลือกตั้งโดยตรง สส.มีหน้าที่บัญญัติกฎหมายคุกคามไม่ได้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การปฏิรูปประเทศอาจไม่ใช่แค่เรื่องที่อยู่ในกระดาษหรือ “มโน” กันอีกต่อไป ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดให้มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมกำหนดอำนาจหน้าที่
ทั้งการจัดทำแนวทางและข้อเสนอการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพื่อเสนอ สนช. ครม. คสช. ถ้าเห็นว่าจำเป็นก็ต้องตรากฎหมาย ประการสำคัญมีบทบาทเสนอบุคคลตามสัดส่วนเข้าไปยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
ดังนั้น ทุกสายตาต่างจับจ้องการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะ “แนวทางปฏิรูปการเมือง” ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนและเอเชียศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตมือกฎหมายมวลมหาประชาชน กปปส. ให้มุมมองแนวทางปฏิรูปของ คสช.ที่ถูกนำเสนอไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 11 ด้าน
“คสช.เห็นตรงกับแนวทางของประชาชนในส่วนที่เห็นว่าควรมีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เพียงแต่ประเด็นปฏิรูป คสช.กำหนดไว้กว้างมาก ต่างจาก กปปส. แต่ครอบคลุมแนวคิด กปปส.รวมอยู่ด้วย เพียงแต่จะยุติแบบ กปปส.เสนอหรือไม่ ขึ้นอยู่ สปช.จะพิจารณา”
สมบัติโฟกัสไปที่การปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งถือเป็นหัวข้อแรกว่าเวลาที่มีการพูดถึงประชาธิปไตยเรามักมองข้ามบริบทของสังคม คือ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมการเมืองไทยเป็นอย่างไร บางครั้งนำไปเทียบกับสังคมอเมริกัน ยุโรป
เช่น ตัดสินใครแพ้ชนะเป็นคนชั้นกลาง มีการศึกษา มีงานทำ มีความสนใจทางการเมือง ขณะที่สังคมไทยอยู่ข้างล่าง คือ ยากจน การศึกษาน้อย ไม่สนใจข่าวสารข้อมูลการเมือง
ชาติตะวันตกคนเลือกตั้งบริจาคเงินให้กับคนสมัคร แต่ไทยผู้เลือกตั้งไปรอรับจากผู้สมัครแล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร
ฉะนั้น ต้องสร้างกลไกให้คนไม่ดีเข้ามายากขึ้น ประชาธิปไตยเป็นระบบปกครองที่ดี แต่ไม่ใช่ปล่อยคนตัดสินใจเอง เพราะวันนี้คนตัดสินใครแพ้ชนะยังเป็นคนยากจนที่สนใจการเมืองน้อย และต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองกล้าทำ
สำหรับข้อเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อป้องกันการทุจริตนั้น สมบัติมองว่าน่าสนใจแต่ยังมีจุดอ่อน เช่น เขตเดียวคนเดียวซื้อง่าย เลือกตั้งเป็นเขตจังหวัด ทั้งจังหวัดมี 10 คน แบบวันแมนวันโหวต ซื้อยากขึ้น บางคนบอกว่าไม่เป็นไร มี 10 พรรค ส่ง 10 คน แบ่งเป็นเขตๆ ซื้อคนละเขต แต่เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ก็ทำไม่ได้อย่างนั้น การทำแบบนี้สมัยเลือก สว.รอบแรก อันดับแรกได้เป็นล้าน อันดับสุดท้ายสองถึงสามหมื่น อาจทำให้คนมีฐานเสียงได้รับคะแนนง่าย
ดังนั้น คิดใหม่ให้การเลือกตั้งเป็นระบบบัญชี และใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ไม่ต้องมี สส.เขตเป็น สส.บัญชีรายชื่อจังหวัด เช่น จังหวัดมี 10 คน พรรคส่งได้ไม่เกิน 10 คน หรือสมัครอิสระก็ได้ เวลาเลือกตั้งจะเลือกพรรคหรือคนก็ได้ แต่เอาคะแนนทั้งหมดที่ได้รับในจังหวัด
สมบัติ อธิบายว่า สมมติ 10 คน แบบวันแมนวันโหวต เมื่อเลือกตั้ง 9 แสนคะแนน เอาสิบหาร เท่ากับ 9 หมื่นคะแนนต่อ 1 คน สมมติพรรคได้ 2.5 หมื่นคะแนน เอาเก้าไปหาร ได้สองคน และอีกคนเกินครึ่งก็เป็นสามคน ทุกพรรคได้แบบนี้ คะแนนว่ากันตามสัดส่วน แต่ต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งจะทำให้ไม่สูญเปล่า เป็นต้น แต่ต้องช่วยกันคิดเพื่อให้ซื้อและโอกาสได้ทั้งพรรคยากขึ้น และสอดคล้องกับประเทศ
“หากถามเอาแนวคิดมาจากไหน แอฟริกาใต้ก็ทำแบบนี้ ทุกจังหวัดต้องการ 400 คน จำนวนประชากรในจังหวัดมีเท่าไหร่ก็ว่ากันไป และเป็นคนจังหวัดนั้นที่เสนอ เพราะบัญชีรายชื่อน่ากลัว นายทุน หัวหน้าพรรค ไม่รู้จะเอาใครจับยัด จ่ายเงินเข้ามา คนไม่ดีได้หมด หลักการดีมา เจอไทยร้ายหมด กกต.เสนอมาน่าสนใจ แต่สุดท้ายจะมีปัญหาระดับล่าง”
อย่างไรก็ตาม การสมัครอิสระ คนอยากได้ แต่เคยมีมาแล้วพอจัดตั้งรัฐบาลมารวมตัวกันต่อรองให้เท่าไหร่ ไม่พอใจย้าย คนไทยเป็นอย่างนี้ พอบอกให้เป็นสมาชิกพรรค แข็งแรงเกินไปกลายเป็นทาส กลับไปกลับมา ดังนั้นประเทศพัฒนาแล้วจะกำหนดว่าผู้สมัครอิสระทำได้ แต่คนมักไม่เลือก แต่ไทยเลือก
ยกตัวอย่าง สหรัฐสมัครประธานาธิบดีอิสระได้ ไม่มีใครเลือก แต่ไทยจะมาเป็นกองทัพ ถ้าจะให้ สส.อิสระและสังกัดพรรคหมดความหมาย เมื่อมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง คนทั้งประเทศตัดสินจะเอาใครเป็นนายกฯ วันนี้ สส.มีอำนาจ เพราะให้ยกมือเลือกนายกฯ แต่ถ้าเลือกตั้งโดยตรง สส.มีหน้าที่บัญญัติกฎหมายคุกคามไม่ได้
“ตอนนี้โพลล่าสุด 77.5% ต้องการเลือกนายกฯ โดยตรง เมื่อปี 2540 ส.ส.ร.1 สำรวจมา ต้องการให้เลือกนายกฯ โดยตรง แต่ชนชั้นปกครอง เช่น พวก ส.ส.ร.เป็นชนชั้นอนุรักษ์ไม่เห็นด้วย ตอนนี้ประชาชนส่วนใหญ่ก้าวหน้ากว่าคนชนชั้นนำ มีแต่ชนชั้นนำเท่านั้นที่ไม่กล้า”
สำหรับจุดอ่อนเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง จากการศึกษาพบว่า ต่างประเทศเวลาเลือกผู้นำจะมีเงื่อนไข เช่น สหรัฐคนมาเป็นประธานาธิบดีต้องผ่านเลือกตั้งภายในพรรค หรือถ้าสมัครอิสระได้แต่เจ๊ง เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ คนผ่านการเลือกตั้งรัฐจ่ายค่าเลือกตั้งให้ ของไทยสมัครนายกฯ ตรง รัฐไม่จ่ายและไม่กำหนดเงื่อนไข คนมากันเป็นร้อย โอกาสได้มีแต่นายทุน เพราะมีเงินหาเสียง อาจซื้อทั้งประเทศยาก ถึงบอกว่าแบ่งหัวคะแนน สส.ไปซื้อ ดูอย่าง กทม. ถ้าทำได้ก็ชนะหมด
“เวลาพูดมันง่าย แต่ของจริงไม่ใช่ อย่างการเลือกตั้งสมัย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พิจิตต รัตตกุล สมัคร สุนทรเวช วิเคราะห์แล้ว ชนะเพราะกระแส ไม่ใช่ซื้อเสียง แล้วเลือกนายกฯ ทั้งประเทศ ยังไงต้องมีค่าใช้จ่าย ก็จะมีแต่คนรวยที่จะสมัครได้รับการเลือกตั้ง”
สมบัติ บอกว่า ทางออกมี ถ้าเลือกตรง สำคัญต้องมีฐานเสียงเสนอโดยพรรค และพรรคนั้นจะใช้ฐานเสียงเก่า เช่น อินโดนีเซีย อย่าง โจโก วิโดโด และอดีตนายพลปราโบโว ซูเบียนโต คนสมัครได้พรรคต้องเสนอ และพรรคนั้นต้องได้รับคะแนนเสียงครั้งหลังไม่ต่ำกว่า 20% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือมี สส.ในสภาไม่น้อยกว่า 20 คน
ทั้งนี้ หากพรรคเดียวทำไม่ได้ ให้ร่วมได้หลายพรรค เลยมีสมัคร 2 คน ซึ่งการเป็นผู้นำประเทศไม่ใช่เอากิ๊กก๊อกที่ไหนมาก็ได้ จะเสรีภาพหมดไม่ได้ ไม่ใช่ปาหี่ เล่นตลก แต่มาเลเซียชัดเจน ถ้าจะสมัครต้องมีฐานสนับสนุนจากประชาชน ถ้าไม่มีไม่ให้
สมบัติมองว่าจะให้เหมาะสมกับไทย ถ้าเสนอโดยพรรคที่เคยมี สส.ในสภาไม่ต่ำกว่ากี่คน พรรคใหม่ก็เสนอต่อๆ ไป จะให้สมบูรณ์แบบไม่ได้ แบบนี้ตัดคนได้เยอะ พรรคไม่ต้องเสนอ หรือหากไม่ให้พรรคเป็นของนายทุน กำหนดให้ออกกฎหมาย พรรคการเมืองจะเป็นพรรคได้ต้องตั้งใน 3 ปี มีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 10% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ปัจจุบันผู้มีสิทธิ 44 ล้านคน ไม่ต่ำกว่า 4.4 ล้านคน และให้กระจายทุกจังหวัด
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้เป็นพรรคภาคใต้ กลาง อีสาน และให้ประชาชนสามารถบริจาคภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากที่ กกต.กำหนดให้ 100 บาท ขึ้นไปไม่เกิน 1% วันนี้มีเงิน 7,000-8,000 ล้านบาท บางพรรคได้หนึ่งถึงสองพันล้าน สี่ปีเลือกตั้งครั้งก็จะมีเงินไปเลือกตั้ง กำหนดว่าให้ประชาชนเลือกบัญชีรายชื่อจังหวัดพรรคไหนได้คะแนนอันดับหนึ่งให้จัดตั้งรัฐบาลหรือหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ คล้ายเลือกตั้งโดยตรง แต่มีเงื่อนไขที่แก้ปัญหาภายใต้สังคมไทยได้พอสมควร
“บางคนบอกไม่ได้เป็นการนำระบบประธานาธิบดีมาใช้ เดี๋ยวเป็นการโค่นล้มสถาบัน ซึ่งมันไม่ใช่ ของไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญก็จบ ยกเว้นนายกฯ ที่มาจากเลือกตั้ง จะตีตัวเสมอกษัตริย์ไม่ได้”
ให้ความเห็น-ไม่ขอเสนอตัว
ถือเป็นหัวหอกสำคัญและมีบทบาทด้านกฎหมายที่อาจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสภาปฏิรูปแห่งชาติ
สมบัติ บอกว่า เนื่องจากมีกรรมการสรรหา และมีองค์กรเสนอต้องไปสมัคร ดังนั้นขอให้ความเห็นพอส่วนจะอยู่ในคณะกรรมการสรรหาหรือไม่ คงตอบไม่ได้ เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
“เรื่องรัฐธรรมนูญ ผมได้ศึกษามา มีความรู้ความเข้าใจ ติดตามไปทั่วโลกมีการทำแบบไหนอย่างไร ก็พอรู้เรื่อง แต่การทำหน้าที่ ทำได้หลายส่วน หรือแม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรตรงนั้นเพราะคสช.อาจถ่วงดุลไม่ให้กปปส. นปช. ไปยุ่งย่าม ผมไม่ได้คิดหรือหวังว่าจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องอะไร เรามีความรู้ทำประโยชน์เพื่อประเทศได้ก็ทำแต่ให้เสนอตัวคงไม่”







