
ผ่าตัดใหญ่ 6 รัฐวิสาหกิจ
คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ประกาศลงมือแก้ไขรัฐวิสาหกิจ
คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ประกาศลงมือแก้ไขรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา หรือมีฐานะการเงินอ่อนแอ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 6 แห่ง จากทั้งหมด 56 แห่ง เพื่อให้กลับมามีความเข้มแข็งสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง ไม่เป็นภาระภาษีของประชาชน
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า รัฐวิสาหกิจ 6 แห่งดังกล่าว ประกอบด้วย บริษัท การบินไทย บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)
โดยรัฐวิสาหกิจทั้ง 6 แห่งนี้ จะต้องเสนอแผนฟื้นฟูมายังซูเปอร์บอร์ดภายในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ จากนั้นซูเปอร์บอร์ดจะมีการประชุมกลางเดือน ส.ค.นี้ เพื่อดูแนวทางแก้ไขแต่ละรัฐวิสาหกิจ ถ้าไปไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องเสนอให้ผ่าตัดใหญ่ทันที
วิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาทีดีอาร์ไอ ในฐานะกรรมการซูเปอร์บอร์ด เปิดเผยว่า การแก้ไขฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา 67 แห่งเหล่านี้ เป็น 1 ใน 3 งานหลักของซูเปอร์บอร์ด โดยในเบื้องต้นจะให้รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาดังกล่าวจัดทำแผนฟื้นฟู หรือแนวทางแก้ไขตัวเอง นำเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และหลังจากนั้น สคร.จะเป็นผู้กลั่นกรองและเสนอให้ซูเปอร์บอร์ดพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับงานหลักด้านที่สอง คือ ซูเปอร์บอร์ดจะวางยุทธศาสตร์ให้กับรัฐวิสาหกิจ โดยทบทวนพันธกิจของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง เพราะบางแห่งจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ 3040 ปีที่แล้ว ทำให้พันธกิจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจบางแห่งทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้ให้นโยบาย กำกับดูแล และให้บริการร่วมกับเอกชน เพราะในอดีตไม่มีเอกชนสามารถมาทำหน้าที่ด้านนี้ได้ แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป มีเอกชนที่สามารถให้บริการได้ดีกว่า โดยที่รัฐวิสาหกิจไม่สามารถสู้ได้ ทำให้ต้องมาทบทวนและพิจารณาการทำหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจด้วย
“ต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ของรัฐวิสาหกิจใหม่ โดยมุ่งให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ตั้ง ในราคาเหมาะสม ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความอยู่รอดด้วย เพื่อไม่ให้เป็นภาระของรัฐบาล หากศักยภาพในการบริหารทำได้ด้อยกว่าเอกชน หรือจุดไหนไม่มีความจำเป็นต้องทำแล้ว ก็ต้องมาทบทวนการทำหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ” วิรไท กล่าว
สำหรับงานหลักด้านที่สาม คือ การวางระบบบรรษัทภิบาลให้กับรัฐวิสาหกิจให้มีความเข้มแข็งเช่นเดียวกับบรรษัทภิบาลในภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิดเผยข้อมูล การตัดสินใจการลงทุนต่างๆ เพื่อลดระดับการคอร์รัปชั่น นโยบายมีความต่อเนื่องและชัดเจน ไม่ปรับเปลี่ยนตามการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลง
“กรณีนี้จะรวมไปถึงการคัดเลือกคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ต้องเป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง หรือมีคำถามจากสังคมในการแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่ง” วิรไท กล่าว
ทั้ง 3 เรื่อง เป็นการทำงานเพื่อวางรากฐานระยะยาวให้กับรัฐวิสาหกิจ โดยคาดว่าใน 6 เดือนข้างหน้าน่าจะได้ข้อสรุปในกรอบแนวทาง และกำหนดภายใน 1 ปี น่าจะสามารถดำเนินการตามแนวทางที่วางไว้ แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาในการทำงาน บางส่วนอาจจะต้องแก้ไขกฎหมาย เพราะรัฐวิสาหกิจมีกฎหมายเกี่ยวข้องหลายฉบับ ทั้งกฎหมายรัฐวิสาหกิจ กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดทำให้การทำงานของรัฐวิสาหกิจไม่คล่องตัว
ส่วนข้อเสนอให้ใช้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น วิรไท กล่าวว่า ไม่อยากให้ใช้การแปรรูปเป็นตัวกำหนด แต่ให้พิจารณาถึงภารกิจและความจำเป็นของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งจะดีกว่า
ออมสิน ชีวะพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า วันที่ 28 ก.ค.นี้ ร.ฟ.ท.และบริษัท การบินไทย จะต้องนำเสนอแผนฟื้นฟูเบื้องต้นต่อสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม แต่รายละเอียดจะมีการหารือในที่ประชุมบอร์ด ร.ฟ.ท. วันที่ 1 ส.ค.นี้ ก่อนเสนอต่อคณะอนุกรรมการแก้ไขและกลั่นกรองปัญหารัฐวิสาหกิจ ที่มี พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก เป็นประธาน







