
มือที่3ฉวยโอกาสในวิกฤตไทย
คำถามสำคัญสำหรับหลายคนที่เริ่มมองผ่านเลยม่านควันของกลียุคการเมืองก็คือ ใครบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากความหายนะของบ้านเมืองเรา
คำถามสำคัญสำหรับหลายคนที่เริ่มมองผ่านเลยม่านควันของกลียุคการเมืองก็คือ ใครบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากความหายนะของบ้านเมืองเรา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไม่ต้องสงสัยว่า คนไทยคือผู้เสียประโยชน์อย่างถึงที่สุดจากวิกฤตการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น แต่คำถามสำคัญสำหรับหลายคนที่เริ่มมองผ่านเลยม่านควันของกลียุคการเมืองก็คือ ใครบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากความหายนะของบ้านเมืองเรา
ใครในที่นี้หมายถึงเพื่อนบ้าน ทั้งใกล้และไกล ทั้งที่เป็นมิตรไม่แท้และศัตรูอย่างไม่เปิดเผย
หากเอ่ยถึงเพื่อนบ้านประเภทมิตรไม่แท้ ศัตรูไม่เทียม เราก็มักชายสายตาไปที่บรรดา 10 ประเทศสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอินโดจีน ซึ่งมีความสนิทชิดเชื้อกับเรามากที่สุด
ที่เรียกเพื่อนบ้านของเราว่าเป็น “มิตรไม่แท้ ศัตรูไม่เทียม” ก็เพราะทัศนะของคนไทยที่มักมองเพื่อนบ้านด้วยสายตาหวาดระแวง ขณะที่เพื่อนบ้านเหล่านี้ก็พร้อมที่จะฉวยโอกาสที่ไทยบอบช้ำ เพื่อเสริมผลประโยชน์ของตัวเอง
อาจกล่าวได้ว่า มิตรแท้ที่สุดของไทย คือประเทศที่อยู่ไกลออกไปจากปริมณฑลของ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เหมือนดังเช่นสหรัฐอเมริกา ที่เรามักเยินยอกันว่าเป็น “มหามิตร”
ด้วยเหตุนี้เราจึงระแวงกลุ่มประเทศอินโดจีนเป็นอันดับแรกๆ ว่าจะเป็นกลุ่มที่ฉวยโอกาสในกรณีที่ไทยสะดุดล้มลง
แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมดไม่
ในที่ประชุมการท่องเที่ยวกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (Mekong Tourism Forum) เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ประชุมแสดงความกังวลกับแนวโน้มวิกฤตการเมืองในไทย โดยระบุว่ากรุงเทพฯ คือศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญที่เชื่อมโยงพม่า ลาว และกัมพูชา เข้าด้วยกัน ซึ่งหมายความว่า หากกรุงเทพฯ เป็นอัมพาต ก็หมายความว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้จะพลอยเป็นอัมพาตไปด้วย
ในส่วนของเวียดนามที่ไทยเกรงกันว่าจะฉวยโอกาสเร่งสปีดในช่วงที่ไทยยังถูลู่ถูกังอยู่นั้น ก็ไม่อาจมีข้อยกเว้นไปได้
เพราะแม้เวียดนามจะพยายามพัฒนาสาธารณูปโภคมารองรับการขยายตัว (หรือแย่งชิงโอกาสจากไทย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายสนามบินในกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ เพื่อรองรับเส้นทางการบินเชื่อมต่อระหว่างเมืองเอกของประเทศทั้งสองเมือง
แต่ความวุ่นวายในไทยได้ส่งผลกระทบต่อการรุกคืบของเวียดนามในด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วย เพราะเมื่อกรุงเทพฯ ตกเป็นเป้าคำเตือนของนานาชาติไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือน ก็ยังผลให้นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาไทยเพื่อเดินทางต่อไปในประเทศอื่นๆ รวมถึงเวียดนามก็พลอยหดหายไปด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเวียดนามจะได้รับผลกระทบ แต่ใช่ว่าเศรษฐกิจในภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบไปด้วย อีกทั้งยังมีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงยิ่งกว่าไทย (ซึ่งสื่อของรัฐบาลเวียดนามพยายามประโคมเหตุวุ่นวายในไทย เพื่อกล่อมให้ประชาชนเชื่อว่า ระบอบเผด็จการพรรคเดียว น่าพิสมัยยิ่งกว่าประชาธิปไตยอันโกลาหล)
หากเราสวมบทของนักลงทุนระยะสั้น สถานการณ์บ้านเมืองที่สงบราบคาบย่อมเป็นที่พึงปรารถนา
อย่างไรก็ตาม การลงทุนระยะยาวย่อมเป็นสิ่งที่ประเทศหนึ่งต้องการมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ฐานทางเศรษฐกิจยังง่อนแง่นอย่างเวียดนาม และการลงทุนในระยะยาวไม่ได้มองที่เสถียรภาพทางการเมืองเท่านั้น แต่มองถึงเงื่อนไขด้านการลงทุนเป็นหลัก โดยเฉพาะความน่าดึงดูดใจในการลงทุน
หากวัดกันที่ดัชนีความน่าดึงดูดใจด้านการลงทุนปรากฏว่าไทยชนะขาด เพราะจากการสำรวจของธนาคารโลก ไทยอยู่ในอันดับที่ 12 ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 93 จากทั้งหมด 183 ประเทศ
ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า แม้เวียดนามจะสามารถช่วงชิงการลงทุนบางอย่างไปจากไทย แต่เวียดนามก็ยังห่างชั้นกับไทยมากนัก
คู่แข่งที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากไทย จึงมิได้แวดล้อมอยู่ในภูมิภาคอินโดจีน แต่อยู่ในตอนล่างของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นั่นคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย
ในส่วนของมาเลเซียแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนมาแล้วผ่านทางปากคำของคนระดับรัฐมนตรีและระดับนายกสมาคมธุรกิจโรงแรม ว่าจะช่วงชิงนักท่องเที่ยวจากไทย
คำกล่าวในเชิงท้าทายเช่นนี้เป็นโจทย์ที่ไทยจะต้องคิดต่อให้ล้ำหน้ากว่า เพราะมีโอกาสที่มาเลเซียอาจจะชิงอย่างอื่นไปจากไทยอีก มากกว่าส่วนแบ่งจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พิจารณาจากการที่เศรษฐกิจของมาเลเซียอยู่ในภาวะที่ไม่ดีนัก บวกกับแนวโน้มทางการเมืองที่ค่อนข้างอึมครึม
ฝ่ายอินโดนีเซียอยู่ในภาวะพร้อมรับการลงทุนจากภายนอกที่สุกงอมเกือบเต็มที่ หลังจากสามารถสยบความวุ่นวายทางการเมืองไว้ ขณะนี้สิ่งที่อินโดนีเซียต้องการคือการลงทุนจากต่างชาติ และในบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศอื่นๆ ต่างกำหนดตัวเองให้อยู่ในกรอบ
แน่นอนว่ายกเว้นไทยที่ทุนนอกมีวี่แววที่จะไหลออก
ไม่เฉพาะมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในมิติทางการเมืองยังมีบางประเทศที่ได้ประโยชน์จากภาวะไร้เสถียรภาพในไทย
ในบทความของนายริชาร์ด เบิร์นสไตน์ เรื่อง The Failure of Thailand’s Democracy (ความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทย) ได้อ้างความเห็นของนายโรเบิร์ต ดี. แคปแลน สมาชิกอาวุโสของศูนย์ “นิว อเมริกัน ซีเคียวริตี” ที่ชี้ว่าประเทศที่จะได้รับประโยชน์หากไทยต้องแตกแยกและอ่อนแอลง คือ จีน
สาเหตุที่จีนจะได้ประโยชน์จากความอ่อนแอของไทย ก็เนื่องจากไทยมีฐานะเป็น “มหามิตร” ของสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย หากไทยอ่อนแอลงก็หมายถึงแขนขาและอิทธิพลของสหรัฐในแถบนี้จะพลอยอ่อนแรงลงไปด้วย
ประเทศที่จะเริ่มแข็งแกร่งในภาวะอ่อนแอของสหรัฐ คือ จีน ซึ่งขยายแสนยานุภาพในทุกด้าน (ยกเว้นทางทหาร?) มาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม วิธีคิดเช่นนี้ยังมีช่องโหว่ก็คือ ยังเป็นการคิดในกรอบยุคสงครามเย็น ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจมีบทบาทเหนือกว่าการเมือง
และหากนำประเด็นเศรษฐกิจมาชูโรงเพื่อพิจารณาผู้ที่ได้/เสียประโยชน์จากวิกฤตในไทยแล้ว จะพบว่าหากไทยในฐานะที่เป็นตลาดสำคัญของจีน และเป็น “Hub” ของการขนส่งสินค้าและบริการเชื่อมโยงระหว่างจีนตอนใต้กับอินโดจีน ต้องประสบกับภาวะวุ่นวาย เศรษฐกิจของจีนในภาคใต้จะได้รับผลกระทบอย่างหนักไปด้วย เหมือนดังที่ขณะนี้ประเทศในกลุ่มประเทศอินโดจีนต้องโอดครวญไปตามๆ กัน
สุดท้ายในโลกที่ปราศจากพรมแดน และแผ่นดินถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในทุกมิติ
วิกฤตไทยอาจมิได้ยังประโยชน์ให้กับใครเลยก็เป็นได้







