
รธน.ชั่นคราว 2557
ที่มาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ที่มาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
มาตรา 6 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกิน 220 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่ คสช.ถวายคําแนะนําให้ สนช.ทําหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา
มาตรา 7 การถวายคําแนะนําเพื่อทรงแต่งตั้งสมาชิก สนช. ให้คํานึงถึงความรู้ความสามารถ ความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่างๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สนช.
มาตรา 8 สมาชิก สนช.ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช.
(2) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(3) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(4) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
(5) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
(6) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(7) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
(8) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
(9) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
สมาชิก สนช.จะดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือรัฐมนตรีในขณะเดียวกันมิได้
มาตรา 14 พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชบัญญัติโดยคําแนะนําและยินยอมของ สนช.
มาตรา 15 ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบ รธน.ที่ได้รับความเห็นชอบของ สนช.แล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบ รธน.นั้นจาก สนช. เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้
มาตรา 16 ในที่ประชุม สนช. สมาชิกทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ได้
เมื่อมีปัญหาสําคัญ สมาชิก สนช.จํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมด จะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากคณะรัฐมนตรีก็ได้ แต่จะลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจมิได้
มาตรา 17 ในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิก สนช. นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธาน สนช.เพื่อให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมของ สนช.ก็ได้ แต่ สนช.จะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้
มาตรา 18 ในการประชุม สนช. สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคําใดๆ ในทางแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด จะนําไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวผู้นั้นในทางใดมิได้
นายกรัฐมนตรีครม.
มาตรา 19 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐมนตรีอื่นอีกจํานวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่างๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่ประธาน สนช.ถวายคําแนะนําตามมติของ สนช.ที่เสนอโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา
มาตรา 20 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี
(3) สําเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
(4) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8
(5) ไม่เป็นสมาชิก สนช. สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่าง
รธน. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(6) ไม่เป็นตุลาการศาล รธน. ผู้พิพากษาหรือตุลาการ อัยการ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง หรือเมื่อมีกรณีตามมาตรา 9 (1) หรือ (2)
มาตรา 21 เมื่อมีกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเมื่อมีความจําเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตราที่ต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ
มาตรา 23 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบของ สนช. ในการนี้ สนช.จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
หนังสือสัญญาที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางตามวรรคสอง หมายถึง หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วม หรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือทําให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
เมื่อมีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไม่ คณะรัฐมนตรี จะขอให้ศาล รธน.วินิจฉัยก็ได้ ทั้งนี้ให้ศาล รธน.วินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคําขอ
สภาปฏิรูป-อำนาจ
มาตรา 27 กำหนดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้1.การเมือง 2.การบริหารราชการแผ่นดิน 3.กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 4.การปกครองท้องถิ่น 5.การศึกษา 6.เศรษฐกิจ7.พลังงาน 8.สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 9.สื่อสารมวลชน10.สังคม 11.อื่นๆ
ทั้งนี้ เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทําให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม
มาตรา 28 กำหนดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกิน 250 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถวายคำแนะนำ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติคนหนึ่งและเป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่เกินสองคน ตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้หัวหน้า คสช.ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สมาชิก ประธาน และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ
มาตรา 29 สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องไม่่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8
มาตรา 30 ให้ คสช.ดําเนินการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) จัดให้มีคณะกรรมการสรรหาบุคคลด้านต่างๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ด้านละหนึ่งคณะ และให้มีคณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดแต่ละจังหวัดเพื่อสรรหาจากบุคคลซึ่งมีภูมิลําเนาในจังหวัดนั้นๆ
(2) ให้ คสช.แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ เป็นที่ยอมรับของบุคคลในด้านนั้นๆ
(3) ให้คณะกรรมการสรรหาดําเนินการสรรหาบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 28 ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 29 และมีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ในแต่ละด้าน แล้วจัดทําบัญชีรายชื่อเสนอต่อ คสช. โดยคณะกรรมการสรรหาจะเสนอชื่อตนเองมิได้
(4) การสรรหาบุคคลให้คํานึงถึงความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่างๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ การกระจายตามจังหวัด โอกาส และความเท่าเทียมกันทางเพศ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส
(5) ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดประกอบด้วยบุคคลตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา
(6) ให้ คสช.คัดเลือกบุคคลที่เห็นสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาไม่เกิน 250 คน โดยในจํานวนนี้ให้คัดเลือกจากบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน
มาตรา 31 สภาปฏิรูปแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ (1) ศึกษาวิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่างๆเสนอต่อ สนช. ครม. คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (2)เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อ กมธ.ยกร่าง รธน.เพื่อประโยชน์ในการจัดทําร่าง รธน. (3) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่าง รธน.ที่คณะกรรมาธิการยกร่าง รธน.จัดทําขึ้น
ในการดําเนินการตาม (1) หากเห็นว่ากรณีใดจําเป็นต้องตราพ.ร.บ.หรือ พ.ร.บ.ประกอบ รธน. ขึ้นใช้บังคับ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ จัดทําร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอต่อ สนช. เพื่อพิจารณาต่อไปในกรณีที่เป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวด้วยการเงินหรือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรธน. ให้จัดทําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไป
การจัดทำ รธน.ใหม่
มาตรา 32 ให้มี กมธ.ยกร่าง รธน.คณะหนึ่ง เพื่อจัดทําร่างรธน. ประกอบด้วย กมธ. 36 คน ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้ (1) ประธาน กมธ. ตามที่ คสช.เสนอ(2) ผู้ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ 20 คน (3) ผู้ซึ่ง สนช. ครม.และ คสช. เสนอฝ่ายละ 5 คน การแต่งตั้ง กมธ.ยกร่าง รธน.ต้องทำให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่เรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นครั้งแรก
ในกรณี กมธ.ยกร่าง รธน.พ้นจากตําแหน่งให้คณะ กมธ.ยกร่างรธน.ที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่าคณะ กมธ.ยกร่างรธน.ประกอบด้วย กมธ.ยกร่าง รธน.เท่าที่เหลืออยู่ แต่ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้ง กมธ.แทนตําแหน่งที่ว่างตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ กมธ.ยกร่าง รธน.พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา 33 กมธ.ยกร่าง รธน.ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (1) เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เว้นแต่เป็นผู้ดํารงตําแหน่ง คสช.สนช. หรือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (2) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง (3) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 29 (4)เป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรตามรธน. 2550 เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่าง รธน.ดํารงตําแหน่งทางการเมืองภายใน 2 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่ง กมธ. ยกร่าง รธน.
มาตรา 34 ให้คณะ กมธ.ยกร่าง รธน.จัดทําร่าง รธน.ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นหรือข้อเสนอแนะจากสภาปฏิรูปแห่งชาติตามมาตรา 31 แล้วเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณา ในการจัดทําร่าง รธน. ให้คณะ กมธ.ยกร่างรธน.นำความเห็นหรือข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สนช.ครม. และ คสช. และความเห็นของประชาชนรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วย
มาตรา 36 ให้คณะ กมธ.ยกร่าง รธน.เสนอร่าง รธน. ที่จัดทําเสร็จต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติจัดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประชุมกันเพื่อพิจารณา เสนอแนะ หรือให้ความเห็นให้แล้วเสร็จภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่าง รธน. สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรธน.ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเสร็จสิ้นการพิจารณาตามวรรคหนึ่ง
มาตรา 37 เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน.ได้แก้ไขเพิ่มเติมร่าง รธน. ให้เสนอร่าง รธน.ต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่าง รธน.ทั้งฉบับ โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องมีมติภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่าง รธน.จากกมธ.ยกร่าง รธน. สภาปฏิรูปแห่งชาติจะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความของร่าง รธน.นั้นมิได้ เว้นแต่เป็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสําคัญและ กมธ.ยกร่าง รธน.เห็นชอบ
เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติเห็นชอบด้วยกับร่าง รธน. ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาตินําร่าง รธน.ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 30 วันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติและเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่าง รธน.และพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกําหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่าง รธน.นั้นเป็นอันตกไป
มาตรา 38 ในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาร่าง รธน.ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กําหนด หรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรธน. หรือร่าง รธน.นั้นเป็นอันตกไปตามมาตรา 37 ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติและ กมธ.ยกร่าง รธน. เป็นอันสิ้นสุดลง และให้มีการดําเนินการเพื่อแต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะ กมธ.ยกร่างรธน.ชุดใหม่ขึ้น เพื่อดําเนินการแทนตามอํานาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ใน รธน.นี้
ในกรณีที่คณะ กมธ.ยกร่าง รธน. ร่าง รธน.ไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนดไว้ตามมาตรา 34 ให้ กมธ.เป็นอันสิ้นสุดลงและให้ดําเนินการแต่งตั้งคณะ กมธ.ยกร่าง รธน.ขึ้นใหม่ภายใน 15วัน นับแต่วันที่ กมธ.ยกร่างสิ้นสุด ประธาน รองประธาน และสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และ กมธ.ยกร่าง รธน.ชุดที่สิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง จะเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือกรรมาธิการยกร่าง รธน. แล้วแต่กรณีชุดใหม่มิได้
มาตรา 39 เมื่อจัดทําร่าง รธน.เสร็จแล้ว ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน.ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีร่างกฎหมายประกอบ รธน.หรือกฎหมายอื่นที่จําเป็น ในการนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติอาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่จําเป็นก็ได้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ รธน.ใหม่แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน.ให้เป็นไปตาม รธน.ที่ประกาศใช้นั้น
คงสถานะ คสช.
มาตรา 42 ให้ คสช.ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 6/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 เป็น คสช.ต่อไป และมีอํานาจหน้าที่ปฏิบัติการตามที่บัญญัติไว้ใน รธน.นี้
ในกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้า คสช. จะเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมผู้ดํารงตําแหน่งใดใน คสช.ก็ได้ แต่ในกรณีเพิ่มเติมเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินสิบห้าคน และจะกําหนดให้หน่วยงานใดทําหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของ คสช.ก็ได้ตามที่เห็นสมควร
ในกรณีที่ คสช.เห็นว่าคณะรัฐมนตรีควรดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ที่กําหนดไว้ในมาตรา 19 ในเรื่องใด ให้ คสช.แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ เพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป
ในกรณีที่เห็นสมควร หัวหน้า คสช.หรือนายกรัฐมนตรีอาจขอให้มีการประชุมร่วมกันของ คสช.และคณะรัฐมนตรีเพื่อร่วมพิจารณาหรือแก้ไขปัญหาใดๆ อันเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ รวมตลอดทั้งการปรึกษาหารือเป็นครั้งคราวในเรื่องอื่นใดก็ได้
มาตรา 44 ในกรณีที่หัวหน้า คสช.เห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราช
อาณาจักร ให้หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช.มีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการและให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํารวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและ รธน.นี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว
มาตรา 46ในกรณีที่เห็นเป็นการจําเป็นและสมควร คณะรัฐมนตรีและ คสช.จะมีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติม รธน.นี้ก็ได้ โดยจัดทําเป็นร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติมเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้ความเห็นชอบ
นิรโทษกรรม-คุ้มครอง คสช.
มาตรา 47 บรรดาประกาศและคําสั่งของ คสช.หรือคําสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคมพุทธศักราช 2557 จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตาม รธน.นี้ ไม่ว่าประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทาง รธน. ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้ประกาศหรือคําสั่งตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคําสั่งนั้น ไม่ว่าจะกระทําก่อนหรือหลังวันที่ รธน.นี้ใช้บังคับ เป็นประกาศหรือคําสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วย รธน.และเป็นที่สุด และให้ประกาศหรือคําสั่งดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้ รธน.นี้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมาย กฎข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือคําสั่ง แล้วแต่กรณี แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก
ในกรณีที่ คสช.ได้มีคําสั่งให้บุคคลใดดํารงตําแหน่งหรือพ้นจากตําแหน่งใดที่ระบุไว้ในมาตรา 24 ก่อนวันที่ รธน.นี้ใช้บังคับ ให้นายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูล เพื่อทรงแต่งตั้งให้บุคคลนั้นดํารงตําแหน่งนั้นหรือทรงให้บุคคลนั้นพ้นจากตําแหน่งนั้นด้วย
มาตรา 48 บรรดาการกระทําทั้งหลายซึ่งได้กระทําเนื่องในการยึดและควบคุมอํานาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของหัวหน้าและ คสช. รวมทั้งการกระทําของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทําดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือ คสช. หรือของผู้ซึ่งได้รับคําสั่งจากผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือ คสช. อันได้กระทําไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทําดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําเพื่อให้มีผลบังคับในทาง รธน. ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทําอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทําในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทํา หรือผู้ถูกใช้ให้กระทํา และไม่ว่ากระทําในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทํานั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทําพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง







