"รถเมล์ชานต่ำ"การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของผู้พิการ
"รถเมล์ชานต่ำ" มหากาพย์การต่อสู้ของเหล่าผู้พิการ ภายใต้ความหวังที่จะสามารถเดินทางได้อย่างเท่าเทียม เฉกเช่นคนปกติ
โดย...นรินทร์ ใจหวัง
รายงานล่าสุดรายงานของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (พก.) ระบุว่าประเทศไทยมีคนพิการทั้งหมดรวม 1,767,961 คน แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 61,010 คน และในต่างจังหวัดอีกกว่า 1,470,952 รวมทั้งหมดเกือบ 2 ล้านคนที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ
แต่น้อยคนจะรู้ว่าปัญหาความไม่สะดวกในเรื่องของการเดินทาง เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในชีวิตประจำวันของพวกเขา โดยเฉพาะเรื่องรถโดยสารสาธารณะ
ทุกวันนี้ผู้พิการยังต้องใช้ชีวิตเฉกเช่นคนปกติทั่วไป ทำงาน พบปะสังสรรค์ ท่องเที่ยว ทำกิจธุระต่างๆ แต่เมื่อต้องประสบกับปัญหาเรื่องความยากลำบากในการเดินทาง เนื่องจากไม่มีรถยนต์ส่วนตัว รถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับเพราะยุ่งยากในการเอาวีลแชร์ขึ้น แถมรถเมล์ในปัจจุบันกลับไม่เอื้ออำนวยต่อผู้พิการอีกต่างหาก
แล้วพวกเขาจะเหลือทางเลือกอะไร ?
"รถเมล์ชานต่ำ"เพื่อทุกคน
รถเมล์ชานต่ำ (Low Floor Bus) เป็นประเภทของรถโดยสารสาธารณะที่กลุ่มผู้พิการได้รวมตัวต่อสู้เรียกร้องกันอยู่ในขณะนี้
ความพิเศษของรถคันนี้คือไม่มีบันได เมื่อจอดเทียบกฟุตบาทจะมีความกว้างและสูงพอดีสำหรับผู้โดยสาร ทุกคนก้าวขาขึ้นรถเมล์ได้โดยง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องขั้นบันได นอกจากนี้ยังเอื้อประโยชน์ต่อผู้พิการทุกประเภท ผู้พิการทางสายตาก็ไม่ต้องกังวลกับการสะดุดขั้นบันได แถมยังสามารถขึ้นได้เร็วกว่าเดิม ผู้พิการที่ต้องใช้ไม้เท้าหรือรถวีลแชร์สามารถดึงเหล็กที่คล้ายกับทางเชื่อมลงมาเข็นรถขึ้นรถเมล์ได้อย่างสะดวก และสามารถทำได้เองหรือให้ผู้อื่นช่วยเพียงเล็กน้อย ภายในตัวรถยังมีเนื้อที่รองรับรถวีลแชร์ไม่ไห้ขัดขวางทางเดินผู้โดยสารทั่วไป
รถเมล์ชานต่ำถือเป็นรถโดยสารสาธารณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และหลายประเทศยุโรปใช้กันอย่างแพร่หลาย
ธีรยุทธ สุคนธวิท เลขานุการเครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชนที่ทุกคนต้องขึ้นได้ กล่าวว่า รถเมล์คันนี้มิได้อำนวยสะดวกเฉพาะแค่ผู้พิการอย่างเดียว แต่ทุกคนสามารถจะใช้ประโยชน์ได้
"ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้หญิงที่สวมกระโปรง จะไม่สะดุดกระโปรงหรือรองเท้าส้นสูง คนพิการจะได้เดินทางไปทำงาน พบปะสังสรรค์ได้เท่าเทียมคนปกติ ผู้สูงอายุก็สามารถเดินทางเองได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น เด็กๆ สามารถขึ้นรถเมล์ประเภทนี้ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกรถทับขณะก้าวขึ้นรถ"
คำถามก็คือในเมื่อมีประโยชน์ถึงเพียงนี้ ทำไมเราถึงไม่ได้ใช้สักที ?
มหากาพย์ยืดเยื้อ วันนี้ยังไร้วี่แวว
รถเมล์ชานต่ำเป็นหนึ่งในนโยบายขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
หลังจากเคยมีมติให้โครงการจัดซื้อรถเมล์จำนวน 3,183 คัน ตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2556 ซึ่งแยกเป็นรถเมล์ปรับอากาศหรือรถ ปอ. จำนวน 1,524 คัน ที่มีการติดตั้งลิฟต์ยกรถเข็นคนพิการขึ้น-ลงรถเมล์ รวมราคาคันละ 4.5 ล้านบาท รถเมล์ธรรมดาหรือรถร้อนจำนวน 1,659 คัน ไม่ติดตั้งลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ราคาคันละ 3.8 ล้านบาท วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ถูกคัดค้านจากเครือข่ายผู้พิการ ด้วยเหตุผลว่าการใช้ลิฟท์ติดตั้งที่รถเมล์ไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้โดยสารทุกกลุ่มเทียบเท่ารถเมล์แบบชานต่ำที่ติดตั้งทางลาดเลื่อนเข้า-ออกบริเวณประตูรถ
ต่อมา แม้ทางขสมก.จะยอมปรับเปลี่ยนรูปแบบจากรถติดตั้งลิฟท์มาเป็นรถแบบไร้บันได หรือรถเมล์ชานต่ำ ทว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น เนื่องจากตามร่างขอบเขตงานของโครงการจัดซื้อรถโดยสารใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 3,183 คัน ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์(Terms of Reference: TOR) ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2557 ทางขสมก. มีมติให้จัดซื้อรถประจำทางแบบไร้บันได เฉพาะรถปรับอากาศ จำนวน 1,524 คันเท่านั้น ส่วนรถประจำทางแบบธรรมดาอีกจำนวน 1,659 คันนั้น ไม่ได้มีกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะเป็นรถเมล์แบบมีบันไดหรือไม่ แต่ก็มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นรถแบบมีบันได โดยให้เหตุผลว่าใช้วิ่งในสถานการณ์น้ำท่วม และเพื่อให้คนที่นั่งรถเข็นนั่งสามารถใช้บริการได้ ทาง ขสมก.จึงมีบริการพิเศษเป็นตัวยก หรือลิฟต์ เพื่อนำคนที่นั่งวีลแชร์เข้าสู่ตัวรถแทน
แน่นอนว่าข้อสรุปดังกล่าว ไม่เป็นไปตามคำเรียกร้องจากผู้พิการ
"เหมือนสิ่งที่เราต้องการ เราไม่ได้ แต่เรากลับได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการ คนพิการไม่ได้ต้องการลิฟท์ยกตัวเองขึ้นบนรถเมล์ครับ เขาไม่ต้องการให้ตัวเองเด่น หรือเป็นตัวถ่วงในสายตาคนทั่วไป เราต้องการเพียงได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนกับคนทั่วไป
หากต้องใช้ลิฟท์ยกรถวีลแชร์ขึ้นบนรถเมล์ต้องใช้เวลามากหลายนาที แต่รถชานต่ำนั้นตอบโจทย์คนพิการโดยแท้จริง เพราะเขาสามารถนำตัวเองขึ้นไปบนรถได้ด้วยการเข็นวีลแชร์เอง หรือเพียงคนช่วยเข็นรถขึ้นนิดเดียว ซึ่งใช้เวลาภายน้อยมาก ไม่เป็นการรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น เราไม่ต้องการเป็นตัวถ่วงใคร คนพิการทุกคนก็อยากใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับสังคมคนธรรมดา" ธีรยุทธยืนยัน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช.ได้เรียกประชุมเรื่องนี้ โดยสั่งให้มีการทบทวนโครงการดังกล่าวอีกครั้งเฉพาะ 2 เรื่อง คือ 1.จำนวนรถที่จะสั่งเข้ามาว่าเหมาะสมเพียงพอกับจำนวนประชาชนหรือไม่ และมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ 2.โครงการจัดซื้อรถเมล์ที่ค้างคาอยู่ คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ ควรลงทุนซื้อหรือเช่า
เลขานุการเครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชนที่ทุกคนต้องขึ้นได้ ย้ำว่า สิ่งที่ผู้พิการรอคำยืนยันคำตอบที่ชัดเจนคือ คนพิการไม่ต้องการรถเมล์ร้อนที่ต้องใช้ลิฟท์ เนื่องจากไม่ต้องการเพิ่มภาระเวลาให้กับทุกคน ทั้งยังเพิ่มภาระรายจ่ายแก่คนพิการที่ต้องนั่งรถเมล์โดยสารที่ต้องเลือกนั่งเพียงรถโดยสารปรับอากาศเท่านั้น
"เราไม่ได้สู้ในประเด็นผู้พิการอย่างเดียว เพราะรถชานต่ำเป็นประโยชน์กับทุกคนในสังคมจริงๆ ทั้งคนแก่ หญิงมีครรภ์ เด็ก รถอีก 1,659 คัน ไม่เอารถร้อนติดลิฟท์ครับ แต่สิ่งที่ได้รับคือ ขสมก. พยายามจะยืนยันว่าตาม TOR เดิมนั้นดีอยู่แล้ว เรารู้สึกว่ามันเคลือบแฝงไปด้วยพฤติกรรมล็อกสเปก แต่ยังหาหลักฐานไม่ได้ คาดว่าเรื่องทั้งหมดน่าจะกระจ่างภายในสิ้นเดือนนี้ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ เราเตรียมทำการฟ้องร้อง ขสมก.และต้นสังกัดกระทรวงคมนาคมต่อไป"
สะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียม"ความฝันสูงสุดของผู้พิการ"
ลองมาฟังเรื่องราวความยากลำบากของการเดินทางในชีวิตประจำวันของผู้พิการ แล้วจะรู้ว่าพวกเขาเดือดร้อนแค่ไหน
ชุติมา เบญจาทิกุล เจ้าหน้าที่สมาคมคนพิการจังหวัดนนทบุรี ผู้พิการที่ขาขวาใช้การไม่ได้ เธอเล่าว่า การเบียดเสียดขึ้นรถเมล์กับคนทั่วไป โดยที่ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยัน เป็นอะไรที่เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส
"รถเมล์ประจำทางเป็นทางเลือกเดียวที่ใช้เดินทางจากบ้านย่านบางใหญ่ นนทบุรี ไปทำงานแถวถนนวิภาวดี ต้องออกมารอรถเมล์ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ขาไปมักได้นั่งเลยไม่ค่อยมีปัญหา แต่ขากลับก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องยืนปะปนไปกับผู้โดยสารคนปกติอื่นๆ
"บางที่ไม่มีแม้แต่ราวจับ ต้องอาศัยจับราวพนักพิง เราใช้แรงทั้ง 2 มือ รวมทั้งใช้สะโพกช่วยด้วย เพราะร่างกายไม่ได้แข็งแรงเหมือนคนทั่วไป ส่วนใหญ่จะได้นั่งที่ฝากระโปรงใกล้คนขับ"
ในฐานะผู้พิการ ชุติมายืนยันว่า รถเมล์ชานต่ำเป็นสิ่งที่ผู้พิการต้องการอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆด้วย
"เคยมีโอกาสนั่งรถแบบชานต่ำตอนที่ไปใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเทียบกับรถที่ต้องใช้ลิฟท์ยกขึ้นแล้วพบว่ารถชานต่ำตอบโจทย์ได้ดีมาก สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยไม่ต้องรบกวนคนอื่น ไม่เสียเวลามากด้วย
เข้าใจว่าทุกคนต้องรีบไปทำงาน มันไม่ใช้เทคโนโลยี อะไร เป็นเพียงแผ่นที่ยืนออกมากและดันกลับได้ เรามองว่าทั้งรถร้อน หรือรถแอร์ ไม่ว่าใครควรมีความเสมอภาคในการใช้ได้เหมือนกัน ไม่ควรแบ่งแยก อีกอย่างเรื่องสำคัญรถแอร์ก็มีราคาแพงกว่ารถร้อนถึงไม่มาก แต่สำหรับคนไม่มี มันก็แย่นะคะ"
ทรงกฤต พนาเรือง ผู้พิการที่ใช้รถวีลแชร์เป็นเครื่องช่วยในการสัญจรไปไหนมาไหน ปัจจุบันเปิดร้านกิฟท์ช็อปที่ตลาดนัดคลองถม
ชายผู้นี้บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าคนพิการแม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดิ้นรนทำมาหากินเหมือนคนปกติ ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือชีวิตเขาแทบไม่เคยได้รับความสะดวกสบายเลย
"เวลาที่ต้องเดินทางไปซื้อของมาขาย ระหว่างบ้านย่านนนทบุรี-สำเพ็ง แม้ระยะทางจะไม่ไกลมาก แต่สำหรับคนพิการอย่างผมถือว่าลำบากมาก การจะนั่งแท็กซี่ไปกลับทุกครั้งก็คงยาก เพราะค่าใช้จ่ายสูง ทางเลือกเดียวคือ รถเมล์โดยสาประจำทาง ซึ่งต้องคลานขึ้นรถทุกครั้ง เพราะนำรถวีลแชร์ขึ้นรถเมล์ไม่ได้
หลายครั้งรถเมล์บางคันไม่อยากรับผู้พิการ เจอบ่อยมาก เวลารถเคลื่อนมาใกล้ๆ พอเห็นเป็นคนพิการก็เหยียบคันเร่งหนีไปเลย บางคันไม่จอดป้ายไล่ให้ผมลงก่อน ผมก็ต้องคลานไปอีกหลายกิโล คลานจนกางเกงขาดไปหลายตัว บางทีกระเป๋ารถเมล์ก็ให้นั่งข้างล่าง ไม่ให้นั่งเก้าอี้ พอคนขึ้นมาเยอะๆ เขามาเหยียบมือผมผมก็ร้องโอ้ย พอบอกว่าพี่ครับเหยียบมือผม เขาก็เหมือนพูดใส่ผมว่า รู้ว่าตัวเองพิการเเล้วจะออกมาทำไม ผมทำอะไรไม่ได้ครับ ก็ได้แต่นั่งเฉยๆ หรือบางทีเวลานั่งที่พื้น ผู้หญิงหลายคนก็หาว่าผมไปแอบดูกระโปรงเขา ผมถึงกับร้องไห้เลยครับบางที"เขาส่ายหัวให้กับชะตากรรมตัวเอง
ผู้พิการรายนี้ ทิ้งท้ายว่าไม่อยากให้คนปกติมองผู้พิการว่าน่ารำคาญ เนื่องจากผู้พิการทุกคนพยายามอย่างมากที่จะทำตัวให้กลมกลืนกับสังคม ถึงแม้จะยากลำบากมากสำหรับพวกเขาก็ตามที รถเมล์ชานต่ำเพื่อทุกคนในสังคมจึงเป็นความหวังสูงสุดที่จะทำให้สะดวก ปลอดภัย และเท่าเทียมอย่างแท้จริง
เหรียญจะออกหัวหรือก้อย คงเป็นสิ่งที่ผู้พิการต้องลุ้นกันต่อไป ทว่าสิ่งหนึ่งที่คนปกติทั่วไปอย่างเราทำได้ตอนนี้ก็คือเปิดใจ ให้โอกาสคนพิการได้มีที่ยืนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน


