
ค่านิยมกับการพัฒนาสังคม
ในทางวิชาการ “ค่านิยม” (Values) เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่าง “คนกับสังคม” โดยค่านิยมจะสร้างความเชื่อ (Belief) ให้กับคน เพื่อฝังเข้าไปในจิตสำนึกที่เรียกว่า “กระบวนทัศน์” (Paradigm) ซึ่งจะสามารถเลือกชุดความคิด เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมการทำความดีได้
ในทางวิชาการ “ค่านิยม” (Values) เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่าง “คนกับสังคม” โดยค่านิยมจะสร้างความเชื่อ (Belief) ให้กับคน เพื่อฝังเข้าไปในจิตสำนึกที่เรียกว่า “กระบวนทัศน์” (Paradigm) ซึ่งจะสามารถเลือกชุดความคิด เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมการทำความดีได้
ขณะเดียวกัน ค่านิยมเป็นสิ่งที่ถูกนำไปกำหนด “บรรทัดฐานของสังคม” (Norms) และขยายผลเป็น “วัฒนธรรม” (Culture) ที่ยึดถือเป็น “วิถีชีวิต” ซึ่งทำให้คนในสังคมประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามนั้นอย่างยั่งยืน
ด้วยเหตุนี้ทุกสังคมจึงนำค่านิยมมาปลูกฝังความคิดที่ดีให้คนและสร้างบรรทัดฐานของสังคมที่ตรงกัน
ตามปกติการสร้างค่านิยมหลัก (Cored Values) จะใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในองค์กรมาร่วมกันวิเคราะห์บทเรียนของความสำเร็จและความล้มเหลวของภารกิจในอดีต หาจุดแข็งที่ควรดำรงไว้และหาจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ทั้งกระบวนการทำงานและวัฒนธรรมการทำงานของคนในองค์กร
ส่วนที่เป็นปัจจัยเกี่ยวกับคน จะร่วมกันแสวงหา “ค่านิยมใหม่” ทั้งในทางบวก “ให้กระทำ” และในทางลบ “ไม่ให้กระทำ” ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งค่านิยมใหม่นี้เป็นความเห็นพ้องต้องกัน ทำให้บางตำราเรียกว่า “Shared Values”
อย่างไรก็ดี การกำหนดค่านิยมวิธีนี้ในกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น ประเทศไทยที่มีประชากรเกือบ 70 ล้านคน ไม่สามารถกระทำได้ จึงนิยมใช้การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพโดยนักวิชาการที่มีชื่อเสียงอันเป็นที่ยอมรับ
มาเลเซียได้เลือกศาสตราจารย์ทางสังคมศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ 5 คน ร่วมกันศึกษาหาค่านิยมของคนมาเลเซียเมื่อปี ค.ศ. 1998 ได้ค่านิยม 6 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) การไว้ใจได้ (Trustworthiness) การตัดสินใจอย่างเฉียบแหลม (Wisdom) ความยุติธรรม (Fairness) ความโปร่งใส (Transparency) และความกตัญญู (Gratitude)
ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 มาเลเซียประเมินความบกพร่องด้านความประพฤติของคนมาเลเซีย พบว่าปัญหาสำคัญเกิดจากการขาด “ความซื่อตรง” (Integrity) จึงได้ทำการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมใน 5 ด้าน คือ ตัวบุคคล ผู้นำ ระบบและวิธีการปฏิบัติ โครงสร้างและสถาบัน และวัฒนธรรม
จากผลการศึกษาครั้งนั้น ได้นำมากำหนดยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความบกพร่องเรื่องความซื่อตรง และจัดทำเป็น “แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ” (National Integrity Plan) มีระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 20032008 และปรับแผนใหม่ทุก 5 ปี เพื่อสร้าง “คนและสังคม” ให้สอดรับกับค่านิยม “ซื่อตรง”
ในด้านองค์กรที่รับผิดชอบ มาเลเซียได้จัดตั้ง “สถาบันความซื่อตรงแห่งมาเลเซีย” (Integrity Institute of Malaysia IIM) ขึ้น เพื่อประสานงานในการขับเคลื่อนให้มาเลเซียเป็นสังคมแห่งความซื่อตรง โดยเริ่มจากภาครัฐ และขยายผลไปสู่ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ชุมชน และทุกภาคส่วนของสังคม ในช่วงต่อมา จนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน ด้วยคำขวัญที่ว่า “No Gift” ในทุกส่วนราชการ
สำหรับประเทศไทยของเรา ดร.ณรงค์ สินสวัสดิ์ ได้วิเคราะห์สังคมไทยไว้ในหนังสือ “การเมืองไทย : การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา” เมื่อปี 2540 ว่า นักการเมืองไทยมีค่านิยม 5 ประการ คือ “รู้รักษาตัวรอด ไม่สนใจกฎเกณฑ์ พึ่งพาพวกพ้อง ไม่รับผิดชอบส่วนรวม และเสียศักดิ์ศรีไม่ง้อ” ซึ่งดูเป็นภาพลบ
ในปี 2550 กระทรวงศึกษาธิการได้นำเสนอ “ค่านิยมเด็กไทย” เข้าใจว่าต้องการปรับเปลี่ยน “หน้าที่เด็กดี 10 ประการ” ซึ่งเป็นเพลงที่เด็กๆ ร้องอยู่เป็นประจำจนทำให้ผู้ใหญ่ “จำได้” ให้เป็นค่านิยม
“ค่านิยม” ที่นำเสนอมี 8 ประการ ได้แก่ (1) ขยัน (2) ซื่อสัตย์ (3) ประหยัด (4) สามัคคี (5) มีน้ำใจ (6) สุภาพ (7) มีวินัย (8) กตัญญู
ค่านิยมทั้ง 8 ประการนี้ เป็นคุณธรรมความดีที่ควรปลูกฝังสั่งสอนให้เด็กและเยาวชนไทยเป็นคนดีทั้งสิ้น แต่ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์เนื่องจากขาดการสร้าง “ความเชื่อ” ให้กับผู้เกี่ยวข้อง และไม่ได้สร้างบรรทัดฐานของสังคม ประกอบกับมีจำนวนข้อมากเกินไป แม้กระทั่งครูผู้สอนเองก็ “จำไม่ได้”
เมื่อจำไม่ได้ ก็ “ไม่ได้ทำ” การปลูกฝังสั่งสอนให้กับนักเรียนทำจนเป็นนิสัยจึง “ไม่เกิดขึ้น”
ในปี 2551 ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม หรือศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในปัจจุบัน ได้พยายามแนะนำสถานศึกษาจัดค่านิยมเป็นสองชุด เพื่อให้ง่ายในการจดจำและนำไปปฏิบัติ
ชุดแรกเป็นค่านิยมที่ต้องพัฒนา “เนื้อในตน” 3 ประการ ได้แก่ “ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด”
ชุดที่สองเป็นค่านิยมที่จำเป็นต้องมีเมื่ออยู่ในสังคม 5 ประการ ได้แก่ “สามัคคี มีน้ำใจ สุภาพ มีวินัย กตัญญู”
นอกจากนั้น ได้แนะนำให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมการพัฒนาค่านิยมหรือสร้าง “คุณค่า” ในตัวนักเรียนเป็นเรื่องๆ เช่น กิจกรรม “โรงเรียนนี้ของไม่หาย” เพื่อสร้างค่านิยมซื่อสัตย์สุจริต เป็นต้น
ต่อมาในปี 2553 ศูนย์คุณธรรมได้จัดงานสมัชชาคุณธรรม ครั้งที่ 5 จึงนำแนวคิดเรื่องความซื่อตรงของมาเลเซียมาประยุกต์ใช้ในการกำหนด “ค่านิยมของคนไทย” ว่า “ซื่อตรง รับผิดชอบ พอเพียง” และจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติฉบับแรก โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายคุณธรรม
“ซื่อตรง” มาจากภาษาอังกฤษว่า “Integrity” ซึ่งมีความหมายตรงกับ “ทศพิธราชธรรม” 2 ข้อ คือ “อาชชวะ” แปลว่า “ซื่อตรง” และ “อวิโรธนะ” แปลว่า “รู้ว่าผิดแล้วไม่ทำ”
เมื่อนำไปผนวกกับ “ความซื่อตรงต่อหน้าที่” และ “ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป” จากบทพระราชนิพนธ์ “หลักราชการ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงอธิบายว่าหมายถึง “ความซื่อสัตย์สุจริต ความวิริยะอุตสาหะ ทำงานให้สำเร็จเป็นอย่างดี รักษาคำมั่นสัญญาวาจาสัตย์ และทำตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา” ทำให้ความหมายของซื่อตรงใกล้เคียงกับ Integrity ที่เป็นมาตรฐานสากลมากที่สุด
ดังนั้น “ความซื่อตรง” จึงเป็นค่านิยมสำคัญที่สุดของ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน ตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
สำหรับ “ความรับผิดชอบ” หมายถึง ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองที่มีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผู้มีพระคุณ และความรับผิดชอบในการกระทำของตน (Accountability)
ส่วนค่านิยม “พอเพียง” นั้น เป็นการน้อมนำ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน มายึดถือปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิต ซึ่งประกอบด้วย “พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน” มี “ความรู้ควบคู่คุณธรรม” โดยคุณธรรมสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือ “อดทน อดกลั้น อดออม”
ในด้านกระบวนการสร้างค่านิยม “ซื่อตรง รับผิดชอบ พอเพียง” ให้กับปวงชนชาวไทยนั้น ในขั้นแรกต้องใช้กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม (Socialization) ผ่านครอบครัว สถานศึกษา ศาสนา ชุมชน กลุ่มวิชาชีพ และสื่อมวลชน เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องตรงกันถึงที่มาและประโยชน์ของค่านิยมเหล่านี้
จุดแข็งที่สามารถนำไปชี้แจงให้ประชาชนทราบ คือ เป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์นักปราชญ์ของประเทศได้พระราชทานไว้ และปวงชนชาวไทยได้ยึดถือปฏิบัติอย่างได้ผลมานานแล้ว จึงน่าจะสร้าง “ความเชื่อ” ได้
ปัจจัยของความสำเร็จของการสร้างค่านิยมให้กับคนไทย คือ การเป็นแบบอย่างที่ดี (Role Model) ของผู้นำระดับต่างๆ โดยกระทำตนเสมือนเป็น “กระจกเงา” ที่ส่องภาพสังคมที่งดงามให้กับผู้ตามและคนในสังคมไทยทุกคนเห็น “คุณค่า” และปฏิบัติตาม “ค่านิยมของคนไทย” จนเป็นบรรทัดฐานของสังคม
สิ่งนี้ตรงกับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์หนึ่งที่ว่า
“...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
“คนดี” ที่ว่านี้ น่าจะหมายถึงคนที่ยึดมั่นในค่านิยม “ซื่อตรง รับผิดชอบ พอเพียง” ทั้งต่อหน้าและลับหลังครับ







