posttoday
โลกวิทู

โลกวิทู

20 กรกฎาคม 2557

ต่อนี้จะแสดงในบท โลกวิทู แปลความว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งโลก

ต่อนี้จะแสดงในบท โลกวิทู แปลความว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งโลก มีเนื้อความเพียงเท่านี้ ก็แต่อาการของโลกนั้นมีหลายอย่าง ถ้าจะกล่าวโดยย่อก็ได้ 3 อย่าง คือ สังขารโลก 1 สัตวโลกอย่าง 1 ธาตุโลกอย่าง 1 มี 3 ประการ

สังขารโลกนั้น ได้แก่ สมมติทั้งปวง บรรดาสมมติทั้งปวงทั้งหมด เรียกว่า สังขารโลก สัตวโลกนั้น ได้แก่ บรรดาสรรพสัตว์ เช่น มนุษย์หรือเทวดา เรียกว่า สัตวโลก ธาตุโลก ได้แก่ ดิน ฟ้า อากาศ ที่เราอาศัยอยู่นี้ ก็ในธาตุโลกถ้าหากว่าเป็นผู้รู้ก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน เหมือนอย่างที่เขารู้โลก รู้อาการที่แสวงหาทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทอง หรือรู้แร่ต่างๆ ที่ร่ำรวยมีเศรษฐีคฤหบดี เป็นต้น ก็เพราะเขาฉลาดหาในธาตุโลกนั่นเอง

สัตวโลก ได้แก่ เทวดา มนุษย์ และสรรพสัตว์ คือว่าเมื่อรวมเป็นก้อนเข้าแล้ว ก็เรียกว่าโลกอัน 1 เหมือนอย่างพวกมนุษย์เป็นต้น ที่อยู่ด้วยกันมากๆ อย่างนี้ก็เป็นโลกอัน 1 แต่ก็คงรวมลงในสังขารโลก สังขารโลกท่านยกขันธาทิโลกขึ้นกล่าว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้รู้แจ้งในสังขารโลก คือ รู้สมมติของโลก ที่ว่าธาตุโลกที่นิยมกันอยู่นี้ว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ เหล่านี้ก็เป็นโลกอัน 1

เป็นขันธาทิโลก ก็คือ สังขารโลกนั่นเอง หรือสิ่งอื่นต่อไปที่สมมติเพิ่มเติมขึ้นไม่ว่าอะไรหมด สิ่งสมมติทั้งปวงนี้แหละ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นอาการ 32 นี้ เรียกว่าโลกเหมือนกัน หรือที่มากขึ้นไปที่เขาจัดไว้คืออัตภาพร่างกายนี้ มีศีรษะ หู ตา แขน ขา ที่สมมติตั้งอยู่ในตัวของมนุษย์นั่นแหละ เรียกว่าโลกอันหนึ่งๆ และตลอดออกไปจนถึงมารดา บิดา ปู่ ย่า ตา ทวด เป็นพี่ ป้า น้า อาว์ เป็นผู้ดี เป็นบ่าว เป็นนาย เหล่านี้เป็นสังขารโลก คือตั้งแต่งขึ้น อย่างนี้เป็นเรา อย่างนั้นเป็นเขา อย่างนั้นเป็นหญิง อย่างนั้นเป็นชาย

โลกวิทู

 

เหล่านี้เป็นสังขารโลกทั้งสิ้น

แก่ขึ้นไปจนถึงเป็นทุกข์ ก็นิยมกันว่าเป็นโลกอัน 1 เหมือนกัน จนเป็นสมุทัยก็เป็นโลกอัน 1 เป็นนิโรธก็เป็นโลกอัน 1 เป็นมรรคข้อปฏิบัติก็เป็นโลกอัน 1 เหมือนกัน เต็มไปด้วยโลกทั่วไปในทวีปจักรวาลไม่มีอะไรที่ไม่เป็นโลก ตลอดไปจนถึงบ้านเรือนเคหสถานต้นหมากรากไม้มีขนุนมะม่วงเป็นต้น ก็เป็นโลกทั้งนั้น ให้เข้าใจอย่างนี้

ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้นั้นรู้ละเอียดยิ่งนัก คือ รู้หมู่สัตวโลกพวกมนุษย์นี่แหละว่า สัตว์จำพวกนี้เป็นสัสสตานุสัย มีความมุ่งหวังในความเที่ยงยั่งยืน

เป็นอุจเฉทานุสัย คือ เห็นว่าหมู่สัตว์นี้ตายแล้วสูญไป ไม่ต้องมาเกิดอีก

เป็นอนุโลมิกขันธานุสัย เห็นตามเขา ไม่ออกความเห็นด้วยตน เขาว่าสูญ ก็สูญกับเขาบ้าง เขาว่าเกิด ก็เกิดกับเขาบ้าง

เป็นยถาภูตญาณานุสัย คือ ถ้าสิ่งใดเห็นด้วยปัญญาของตนแล้วก็ประพฤติปฏิบัติและรู้จักอนุสัยของตนและสัตว์อื่น ว่าสัตว์จำพวกนี้ยินดีอยู่ด้วยความกำหนัด พอใจที่จะเกิดความรักความใคร่อยู่เสมอ มีปฏิฆะความคับแค้นใจ ตลอดถึงรู้ว่ามีอวิชชาเป็นอนุสัย เมื่อเรารู้จักอะไรเป็นอนุสัยแล้ว ก็มืดมนเสียหมด

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์รู้ทุกอย่าง พระองค์จึงได้เทศนาสั่งสอนให้ตรงกับอนุสัยของมนุษย์ ถ้าผู้ที่รู้ก็เข้าใจปฏิบัติถูกต้องตามโอวาทของพระองค์ ไม่มีทางเคลือบคลุมสงสัยอย่างใดอย่างพระธรรมกถึกทุกวันนี้ วิชชาที่จะบำรุงอนุสัยของพุทธบริษัทไม่ค่อยมี เพราะเหตุนั้น การเทศนาสั่งสอนพุทธบริษัทที่ยกขึ้นมากล่าว ก็เพื่อประสงค์จะให้ฟังเข้าใจ แต่จะรู้แจ่มแจ้งเหมือนอย่างสมเด็จพระบรมศาสดารู้นั้นไม่ได้

นี่แหละที่ว่าพระพุทธเจ้ารู้สังขารโลก

โลกคือสังขาร ก็มีในตัวมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะเหตุนั้นการที่มาเรียนศาสนานี้ ก็เพื่อจะเดินตามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พากันมุ่งหวังว่าจะมาศึกษาธรรมเรียนธรรม เมื่อไม่รู้จักโลก จะรู้จักธรรมอย่างไรได้ ควรจะต้องเรียนเรื่องโลกให้จบเสียก่อน ถ้าเรียนโลกจบแล้ว ก็เห็นธรรมทีเดียว

เดี๋ยวนี้ยังเอาโลกเป็นธรรม เอาธรรมเป็นโลก ลักลั่นกันอยู่จึงแยกไม่ออก ยังไกลกันอยู่มากนัก จึงไม่รู้จักของจริง

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เพิกสังขารโลกเสียได้แล้ว ก็ได้เห็นของจริงอันตั้งอยู่ตามสภาพ จึงแสดงว่าพระองค์รู้จักโลก รู้แจ้งซึ่งโลกทั้งปวง

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน