posttoday
หอการค้าโรดโชว์เรียกเชื่อมั่น

หอการค้าโรดโชว์เรียกเชื่อมั่น

18 กรกฎาคม 2557

พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าได้นำคณะนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำของประเทศ 15 ราย เดินทางไปสหราชอาณาจักรเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และศึกษาช่องทางการค้า การลงทุนของไทยในสหราชอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันการค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรมีมูลค่า 7,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทั้งสองประเทศได้ร่วมกันวางเป้าหมายพัฒนาการค้าให้มีมูลค่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และการลงทุน 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 5 ปี

พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าได้นำคณะนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำของประเทศ 15 ราย เดินทางไปสหราชอาณาจักรเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และศึกษาช่องทางการค้า การลงทุนของไทยในสหราชอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันการค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรมีมูลค่า 7,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทั้งสองประเทศได้ร่วมกันวางเป้าหมายพัฒนาการค้าให้มีมูลค่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และการลงทุน 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 5 ปี

ทั้งนี้ หลังการหารือด้านการค้าและการลงทุนกับผู้แทนภาครัฐนำโดย มาร์ก เคนท์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย รวมทั้งเข้าเสวนากับผู้แทนภาคเอกชนกว่า 90 ราย และได้เข้าพบหารือกับประธานกรรมาธิการ AllParty Parliament Group on Southeast Asia ที่อาคารรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร

“ประเด็นสำคัญที่ทางกรรมาธิการสนใจคือเรื่องแนวทางการปฏิบัติตามโรดแมปที่ไทยวางไว้ ว่าจะกลับคืนสู่สถานการณ์ปกติภายใน 15 เดือนได้ตามที่วางแผนไว้หรือไม่” พงษ์ศักดิ์ กล่าว

ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับไทยมาก เพราะเศรษฐกิจไทยยังคงเจริญเติบโต และไทยเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งภาคเอกชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในเรื่องความต่อเนื่องในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟทางคู่ ระบบบริหารจัดการน้ำ กฎระเบียบต่างๆ การพัฒนาบุคลากร

ซึ่งฝ่ายไทยได้อธิบายว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ระหว่างการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มสำหรับธุรกิจที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น ธุรกิจด้านสุขภาพ ที่ปรึกษา และธุรกิจด้านกฎหมาย เป็นต้น โดยหอการค้าจะติดตามความคืบหน้าการเจรจาทางธุรกิจร่วมกับสถานทูตอย่างต่อเนื่อง

“การพบปะกับกรรมาธิการรัฐสภาให้ความสำคัญกับประเด็นการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีความชัดเจนและมีกรอบระยะเวลาที่แน่นอน โดยจะมีการเลือกตั้งภายใน 15 เดือน หรือในเดือนต.ค.2558” นายปิยะบุตร กล่าว

สำหรับการจัดคณะนักธุรกิจที่จะเดินสายในครั้งต่อไปมองที่ประเทศเยอรมนีและแคนาดา ซึ่งการเลือกเดินทางในแต่ละครั้งจะต้องได้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยจะเลือกไปประเทศที่เป็นพันธมิตรทางการค้า การลงทุนกับไทย

โยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ดับเบิ้ล เอ (1991) กล่าวถึงการเดินทางไปพบโลร็อง ฟาเบียส รมว.การต่างประเทศ ประเทศฝรั่งเศส ว่า ฝรั่งเศสเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย และจะช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับประเทศอื่นๆ

เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 22-23 ก.ค.นี้ จะมีประชุมอาเซียนสหภาพยุโรป (อียู) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงความชัดเจนของสถานการณ์และการปฏิรูปในประเทศ ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับภาคเอกชนมีแผนจะเดินสายชี้แจงกรณีอุตสาหกรรมอาหารและประมงของไทยด้วย

กนอ. เผย 8 เดือนขายพื้นที่นิคมฯ แล้วกว่า 2,000 ไร่ ชี้แนวโน้มความเชื่อมั่นนักลงทุนดีขึ้นช่วยทั้งปีขายพื้นที่ได้ 4,000 ไร่ พร้อมเตรียมพัฒนาพื้นที่ 10 นิคม พื้นที่รวมกว่า 1.5 หมื่นไร่ภาคตะวันออกรองรับความต้องการลงทุน ด้าน “อมตะ” เชื่อนักลงทุนเข้าใจสถานการณ์ในไทย เตรียมพัฒนาพื้นที่เพิ่มอีก 1.3 หมื่นไร่ คาดขายหมดใน35 ปี

วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปฏิบัติหน้าที่ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า แนวโน้มความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อความต้องการใช้พื้นที่อุตสาหกรรม โดยคาดว่าเป้าหมายการขายพื้นที่ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และนิคมร่วมดำเนินงาน เป็นไปตามที่ กนอ.คาดการณ์ไว้

วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า ครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2557 (ต.ค. 2556-มี.ค. 2557) ยอดขายพื้นที่ของ กนอ.และนิคมฯ ร่วมดำเนินงานอยู่ที่ 1,770 ไร่ ขณะที่ 2 เดือนแรกของไตรมาสที่3 (เม.ย.พ.ค. 2557) มียอดขายเพิ่มเติมอีก 400 ล้านบาท ทำให้ 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 ขายพื้นที่ได้แล้ว 2,170 ไร่ ซึ่งมูลค่าการลงทุนที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 1520 ล้านบาทต่อไร่ แต่จากแนวโน้มความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากบรรยากาศการเมืองที่คลี่คลาย คาดว่ายอดขายจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 4,000 ไร่

“แนวโน้มตอนนี้การขายพื้นที่เป็นไปตามเป้าหมายแน่นอน เพราะบรรยากาศต่างๆ กดีขึ้นทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอก็ชัดเจน และการจะเปิดประชาคมอาเซียนที่ใกล้เข้ามา และมีความเป็นไปได้ที่จะเกินเป้าหมาย ถ้ามองแบบคอนเซอร์เวทีฟ ก็อาจจะได้ 3,500 ไร่ แต่ก็เป็นไปได้ที่จะถึง 4,000 ไร่”นายวีรพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ กนอ.อยู่ระหว่างร่วมดำเนินงานเตรียมพัฒนาพื้นที่ 810 แห่ง พื้นที่รวม 1.5 หมื่นไร่ ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งขณะนี้มีนิคมฯ ใหม่ที่ กนอ. อยู่ระหว่างร่วมดำเนินงานเตรียมพัฒนาพื้นที่ 810 แห่ง พื้นที่รวม 1.5 หมื่นไร่ ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการของนักลงทุนที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่การเปิดประชาคมอาเซียนใกล้เข้ามา

ทั้งนี้ พื้นที่ภาคตะวันออกที่ภาคอุตสาหกรรมหนาแน่น กนอ. ไม่ค่อยกังวลปัญหาด้านพลังงานไฟฟ้าเนื่องจากมีโรงงานผลิตไฟฟ้าจำนวนมากในพื้นที่ แต่ยอมรับว่าเห็นห่วงสถานการณ์น้ำที่ปีนี้ฝนตกน้อย ซึ่งปริมาณน้ำในเขื่อนคงจะเพียงพอสำหรับใช้ในปีนี้แต่ถ้าฝนยังตกน้อยจะมีปัญหาปีหน้า ซึ่งเรื่องนี้ กนอ. จะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนรับมือ

ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)นั้น กนอ. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในส่วน อนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ขอบเขตพื้นที่และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน และอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร โดยล่าสุด กนพ. ได้มีมติอนุมัติการพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 พื้นที่นำร่อง ซึ่งล่าสุด คสช. ได้ให้ กนพ. และอนุกรรมการทั้ง 3 ชุดไปสรุปว่าแต่ละพื้นที่มีศักยภาพอย่างไร ดำเนินการอะไรได้บ้าง ขอบข่ายการทำงานจะเป็นอย่างไรเพื่อกลับมาเสนอต่อ คสช. ภายใน 60 พื้น ซึ่งในส่วนของ กนอ. ก็จะดูว่า กนอ. จะต้องเข้าไปมีบทบาทในส่วนใดบ้าง

วิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในนิคมฯ ขณะนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังต้องจับตาดูรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าหากคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ที่สังคมในประเทศ และต่างประเทศยอมรับ มีความเชี่ยวชาญในงานของแต่ละกระทรวงก็จะทำให้นักลงทุนต่างชาติ เกิดความเชื่อมั่น และหันกลับมาลงทุนในไทยทั้งนี้ ครึ่งปีแรก(ม.คมิ.ย.) อมตะ ขายพื้นที่ไปแล้ว 200 300 ไร่ โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายเก่า ส่วนรายใหม่ก็มีเข้ามาต่อเนื่อง เป้าหมายปีนี้ 1,008 ไร่ มีโครงการที่ค้างท่ออยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ซื้อประมาณ 700-800 ไร่ ทำให้มั่นใจว่าถึงเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน

ขณะที่แนวโน้มระยะต่อไปก็ดีขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคันกับการเปิดประชาคมอาเซียน มากกว่า ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศและนักลงทุนส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยดีจริงทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้ามาตั้งฐานการผลิต ในไทย

ปัจจุบัน อมตะฯ มีที่ดินที่รอการพัฒนาอยู่ประมาณ 1.2-1.3 หมื่นราย แบ่งเป็นนิคมฯ อมตะซิตี้ ประมาณ 3,500 ไร่ และของนิคมฯ อมตะนคร 8,600-8,700 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะขายหมดได้ภายใน 3-5 ปี ส่วนในปีหน้าตั้งเป้าว่าจะพัฒนาพื้นที่อีก 2,000 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน