
พลังทางสังคมปัจจัยแห่งความสำเร็จในการปฏิรูป
นับจากนี้อีกประมาณ 2 เดือน จะเข้าสู่ช่วงระยะเวลา 1 ปีของการปฏิรูปประเทศอย่างเข้มข้น ในช่วงเวลานี้จะเริ่มเห็นกิจกรรมเวทีด้านการปฏิรูปในหลากหลายรูปแบบเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่นช่วงต้นเดือน ก.ค. มีการจัดเวทีเรียกร้องเรื่องการปฏิรูประบบ EIA กลางเดือน ก.ค.นี้ จะมีการหารือครั้งที่สาม เรื่องการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของเครือข่ายองค์กรด้านเกษตร
นับจากนี้อีกประมาณ 2 เดือน จะเข้าสู่ช่วงระยะเวลา 1 ปีของการปฏิรูปประเทศอย่างเข้มข้น ในช่วงเวลานี้จะเริ่มเห็นกิจกรรมเวทีด้านการปฏิรูปในหลากหลายรูปแบบเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่นช่วงต้นเดือน ก.ค. มีการจัดเวทีเรียกร้องเรื่องการปฏิรูประบบ EIA กลางเดือน ก.ค.นี้ จะมีการหารือครั้งที่สาม เรื่องการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของเครือข่ายองค์กรด้านเกษตร
ช่วงปลายเดือน ส.ค. จะมีกิจกรรมใหญ่ขององค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงพลังความตื่นตัวเรื่องการปฏิรูปที่มีอยู่ในสังคมไทย
เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา “เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป” ได้จัดเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศครั้งที่ 7 เชิญเพื่อนภาคีปฏิรูปจากหลายองค์กร หลายเครือข่ายที่ทำงานเกี่ยวกับการปฏิรูปในมิติต่างๆ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรง มาร่วมคิด หารือเกี่ยวกับกลไกและกระบวนการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม และแนวทางการสร้างความร่วมมือกันเพื่อร่วมผลักดันการปฏิรูปที่จะนำไปสู่ผลสำเร็จ
ในเวทีครั้งนี้มีข้อคิด ข้อเสนอในหลายประเด็นที่น่าสนใจ หลายเรื่องเป็นโจทย์ท้าทายที่ต้องร่วมคิดหาคำตอบกันต่อไป จึงขอนำผลการจัดเวทีบางประการมาเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อชวนคิดชวนคุยให้กว้างขวางขึ้น เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปอีกช่องทางหนึ่ง
ประการแรก เครือข่ายด้านการปฏิรูปเห็นร่วมกันว่า การปฏิรูปประเทศเป็นภารกิจใหญ่และสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เพื่อไปสู่สภาวะที่ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ในการเปลี่ยนแปลงย่อมมีคนที่มีความคิดความเห็นต่าง มีคนที่เสียประโยชน์จากระบบที่เป็นอยู่ การปฏิรูปจึงเปรียบเสมือนการเขยื้อนของที่มีน้ำหนักมาก ต้องอาศัยพลังในการผลักดันสูง ดังนั้นลำพังแต่การมี “สภาปฏิรูป” จึงไม่เพียงพอต่อการทำให้การปฏิรูปเกิดผลสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัย “พลังทางสังคม” เป็นแรงขับเคลื่อนที่หนุนเสริม
ในช่วงปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าประชาชนในทุกภาคส่วนมีข้อเรียกร้อง มีความตื่นตัวอย่างมากต่อเรื่องการปฏิรูป นับเป็นครั้งแรกที่สังคมส่วนใหญ่เห็นพ้องร่วมกันว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปในหลายเรื่อง (ซึ่งได้พยายามผลักดันกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่มีความก้าวหน้าค่อนข้างน้อย) มีผลความก้าวหน้าและมีผลสำเร็จเกิดขึ้น โจทย์สำคัญ คือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย (Meaningful Participation) ของประชาชน พลเมืองที่ตื่นตัวในกระบวนการปฏิรูปครั้งนี้
การสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสภาปฏิรูปกับเครือข่ายองค์กรด้านการปฏิรูปและประชาชน เพื่อสร้างพลังทางสังคมมีได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่นการจัดรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปด้านต่างๆ ผ่าน “สมัชชาปฏิรูปเชิงพื้นที่” ทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด
การจัด “สมัชชาปฏิรูปเชิงประเด็น” ในระดับภาคและระดับประเทศ การจัดตั้ง “คณะกรรมาธิการ” เกี่ยวกับการปฏิรูปในด้านต่างๆ ภายใต้สภาปฏิรูป โดยมีประชาชนผู้ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรที่ทำงานปฏิรูปในประเด็นที่เกี่ยวข้องร่วมอยู่ในคณะกรรมาธิการ การจัดให้มี “สภาพลเมือง” ในระดับต่างๆ เพื่อเป็นกลไกทำงานเชื่อมโยงกับสภาปฏิรูป และทำหน้าที่ขับเคลื่อนผลสรุปของข้อเสนอการปฏิรูปไปสู่การปฏิบัติ
ประการที่สอง เนื่องจากมีหัวข้อโจทย์ปฏิรูปอยู่มาก และโดยธรรมชาติของการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นในช่วงเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นเวลาไม่นาน ควรเลือกทำเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปในแต่ละเรื่อง เช่น กฎหมาย โครงสร้างองค์กร เครื่องมือด้านการบริหาร (เช่น ระบบนโยบาย แผนและงบประมาณ ระบบการจัดทำ EIA ฯลฯ) เพื่อเป็นฐานของการปฏิรูป การแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่จะดำเนินงานต่อหลังจากช่วง 1 ปีของสภาปฏิรูป
สำหรับหัวข้อโจทย์ปฏิรูปที่ควรให้ความสำคัญในช่วง 1 ปี มี 6 เรื่อง ได้แก่ การปฏิรูปการเมืองในทุกมิติ (สถาบันทางการเมือง การเลือกตั้ง การควบคุมและถ่วงดุลการใช้อำนาจ การกระจายอำนาจ การตรวจสอบการใช้อำนาจ การใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงของประชาชน)
การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน การปฏิรูปการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น และการปฏิรูปการบริหารจัดการฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
ทั้ง 6 หัวข้อโจทย์ปฏิรูปข้างต้น จะต้องมีผลงานในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและระบบที่เกี่ยวข้องออกมาภายในช่วงเวลา 1 ปีของสภาปฏิรูป ทั้งนี้สำหรับการปฏิรูปในหัวข้อเรื่องอื่นๆ นั้น ก็ควรเริ่มดำเนินงานไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องเร่งรัดให้มีผลงานออกมาในช่วง 1 ปี เนื่องจากบทเรียนของการปฏิรูปที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความปรารถนาดีที่ต้องการผลักดันการปฏิรูปทุกเรื่องไปพร้อมกัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปไม่ก้าวหน้าตามที่คาดหวัง
ประการที่สาม ในขั้นต่อไปเพื่อสร้างพลังทางสังคมในกระบวนการปฏิรูปของภาคประชาชน ทางเครือข่ายองค์กรภาคีด้านการปฏิรูปจะร่วมกันจัดทำ “เอกสารข้อเสนอโจทย์และแนวทางปฏิรูปฉบับประชาชน” เป็นการประมวล สังเคราะห์ความรู้ ประสบการณ์ด้านการปฏิรูป และข้อเสนอด้านการปฏิรูปที่เคยจัดทำในกระบวนการปฏิรูปที่ผ่านมา
รวมทั้งข้อเสนอในปัจจุบัน เพื่อเป็นเอกสารที่จะนำเสนอต่อสภาปฏิรูปที่จะเกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลและความรู้ช่วยให้สภาปฏิรูปสามารถเริ่มทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีทิศทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
ในขณะเดียวกันจะเป็นเอกสารที่นำเสนอต่อสาธารณะ ต่อสังคม และเสนอต่อเครือข่าย องค์กรที่ทำงานด้านการปฏิรูป เพื่อเป็นหมุดหมายเริ่มต้นของการสร้างพลังทางสังคมที่ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดผลสำเร็จ







