posttoday
ต้องรู้จักตัวเองก่อนลงทุนหุ้นกู้

ต้องรู้จักตัวเองก่อนลงทุนหุ้นกู้

14 กรกฎาคม 2557

ตราสารหนี้ภาคเอกชนหรือ “หุ้นกู้” นับวันจะทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดทุนบ้านเราและรู้จักกับตัวเองว่ามีความเหมาะสมกับการลงทุนในหุ้นกู้ที่สนใจนั้นหรือไม่

ตราสารหนี้ภาคเอกชนหรือ “หุ้นกู้” นับวันจะทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดทุนบ้านเราและรู้จักกับตัวเองว่ามีความเหมาะสมกับการลงทุนในหุ้นกู้ที่สนใจนั้นหรือไม่

“หุ้นกู้” เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ที่ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนและประชาชนทั่วไป เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ มีเงื่อนไขรายละเอียดที่หลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการเงินทุนและความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้น รวมถึงดึงดูดนักลงทุนกลุ่มต่างๆ

ในอดีตที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้จะสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลที่มีลักษณะและอายุเท่ากัน ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นนี้เราเรียกว่า Credit Spread หรือ Risk Premium ซึ่งก็คือค่าชดเชยค่าความเสี่ยงนั่นเอง

ทั้งนี้ มักจะเป็นการขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนบุคคลรายใหญ่ แต่ในระยะหลังมานี้ผมสังเกตเห็นแนวโน้มที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านผู้ออก (Issuer) และกลุ่มผู้ลงทุน (Investor) ว่า เริ่มมีบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางที่ไม่เคยออกหุ้นกู้มาก่อนหันมาออกหุ้นกู้กันมากขึ้น ถ้ามองในภาพรวมทั่วๆ ไป จะพบว่าการขยายตัวของหุ้นกู้ภาคเอกชนนี้มีประโยชน์อยู่หลายประเด็นด้วยกัน เพราะการที่บริษัทจดทะเบียนรายใหม่ๆ ที่หันมาออกหุ้นกู้เหล่านี้เป็นผลจากนโยบายการขยายฐานกลุ่มบริษัทผู้ออกให้กว้างมากขึ้น และเพื่อช่วยเป็นช่องทางการระดมทุนอีกทางหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าปี 2557 นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการจะออกหุ้นกู้

บริษัทที่ออกหุ้นกู้ไม่ต้องมีภาระเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกัน เหมือนการกู้จากธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ในช่วงที่ประเทศไทยเกิดปัญหาทางการเมืองตั้งแต่ปลายปี 2556 ทำให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น บางบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนมากๆ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น จึงหันมาระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้กันอย่างแพร่หลาย เพราะมีต้นทุนต่ำและเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเอาไว้ เพื่อรับกับโอกาสการลงทุนในอนาคต ขณะเดียวกันผู้ออมก็จะมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในยุคดอกเบี้ยเตี้ยติดดิน

ผู้ลงทุนรายย่อยนั้นมีความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) เพียงพอในการพิจารณาเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนที่ได้รับกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ การลงทุนในหุ้นกู้มีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากธนาคารมากและหุ้นกู้แต่ละตัวที่ออกมา แม้จะมาจากบริษัทเดียวกัน ความเสี่ยงก็ยังมีความแตกต่างได้ ต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงด้านระยะเวลา ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระเงิน ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความมั่นคงและฐานะทางการเงินของบริษัทผู้ออก จะมีผู้ลงทุนรายย่อยสักกี่คนที่รู้จักเรื่องเครดิตเรตติ้ง มีกี่คนที่รู้ว่าหุ้นกู้ควรมีอันดับความน่าเชื่อถือ หรือเรตติ้งที่ระดับ BBB ซึ่งเป็นอันดับที่ลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม จะช่วยให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าใจตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากเท่าใดก่อนการลงทุนในหุ้นกู้ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด ตัวอย่างเช่น ผมเห็นว่าบริษัทขนาดกลางที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยบางแห่งเสนอผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกู้ได้อย่างจูงใจมาก โดยจ่ายให้จุใจผู้ลงทุนรายย่อยที่ระดับ 6.75% ต่อปี สำหรับหุ้นกู้บางประเภทที่มีอายุยาวประมาณ 7 ปี ก็มีครับ หรือบริษัทจดทะเบียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็กล้าท้าชิงให้อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้อายุ 2 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 7.50% ซึ่งนับได้ว่าเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ในช่วงระยะเวลาการถือครองเดียวกันที่ให้กันแค่ 23% ต่อปี ก็นับว่าดึงดูดใจผู้ลงทุนรายย่อยที่ต้องการออมเงินไม่ใช่น้อย และถ้าสังเกตให้ดีการจูงใจด้วยดอกเบี้ยที่สูงในลักษณะเช่นนี้ ก็จะออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

ผมไม่แน่ใจว่า ผู้ลงทุนรายย่อยจะมีความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงที่จะตามมาจากได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงเช่นนี้ได้อย่างไร เมื่อการซื้อหุ้นกู้นั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนการซื้อหุ้นกู้อย่างจริงจัง จริงอยู่ครับที่มีการให้ทำแบบประเมินความเสี่ยงหรือที่รู้จักกันว่า Suitability Test เพื่อประเมินความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ แต่ในการซื้อหุ้นกู้ในทางปฏิบัติ หากผู้ลงทุนทั่วไปยังไม่มีประวัติการทำและไม่ยินยอมทำ Suitability Test หรือผู้ลงทุนรับความเสี่ยงตาม Suitability Test ได้ต่ำกว่าหุ้นกู้ แต่ได้ลงนามยอมรับความเสี่ยงของหุ้นกู้ และรับทราบว่าความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่จองซื้อนี้ว่าอยู่สูงกว่าระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนจะยอมรับได้ตามผลประเมิน Suitability Test ก็ยังสามารถซื้อหุ้นกู้ได้อยู่ หากเกิดความเสียหายใดๆ จากการลงทุนในหุ้นกู้นี้ต่อไปในอนาคต ผู้จัดการการจัดจำหน่ายไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นในลักษณะนี้ผมมองว่าแบบประเมินความเสี่ยงดูเหมือนไม่มีความหมายใดๆ เพราะหากผู้ลงทุนยินยอมรับทราบว่าความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่จองซื้อนี้สูงกว่าระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนจะยอมรับได้ตามผลประเมิน ผู้ลงทุนนั้นก็สามารถซื้อหุ้นกู้ของบริษัทนั้นได้อยู่ดี

ประเด็นนี้ผมต้องขอเตือนให้ระวังไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของผู้ลงทุนเองว่า หากความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่ท่านสนใจซื้อลงทุนสูงกว่าระดับความเสี่ยงที่ท่านยอมรับได้แล้ว ก็ไม่ควรเลือกลงทุนครับ อย่าไปยึดติดกับดอกเบี้ยสูงๆ เกินกว่าความเสี่ยงที่ท่านจะยอมรับได้ เพราะหากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด เกิดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ขึ้น อาจเกิดความเสียหายกับตัวท่านเองในภายหลัง

ในการแนะนำการลงทุน ผู้แนะนำควรให้ความสำคัญกับการลงทุนที่เหมาะกับระดับการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ เพื่อปกป้องผู้ลงทุนรายย่อยที่มีความรู้ทางการเงินที่น้อยกว่า ไม่ให้ต้องเสียประโยชน์จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และตัดสินใจผิดเพียงเพราะต้องการอัตราผลตอบแทนที่สูงเกินห้ามใจครับ

สุดท้ายนี้ก็อยากให้ผู้ลงทุนรายย่อยอ่านหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน พิจารณาข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ออกหุ้นกู้และเงื่อนไขของหุ้นกู้ รวมทั้งทำความเข้าใจเรื่องความเหมาะสมในการลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนว่าเป็นอย่างไรก่อนการลงทุนในหุ้นกู้ ถึงแม้ว่าหนังสือชี้ชวนก็จัดทำขึ้นได้อย่างไม่น่าอ่านเท่าไร ผู้ลงทุนรายย่อยก็คงต้องพยายามทำความเข้าใจเพื่อประโยชน์ของท่านเองนะครับ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69