
คลื่นใต้น้ำเสร็จศึก...ไล่เช็กบิล
2 เดือนหลังรัฐประหาร กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดูจะเป็นพื้นที่ที่เงียบที่สุด
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
2 เดือนหลังรัฐประหาร กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดูจะเป็นพื้นที่ที่เงียบที่สุด เมื่อเทียบกับกระทรวงอื่นๆ ที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายหัวแถวกันไปเรียบร้อย หรือในกระทรวงอื่นที่มีการปรับชะลอโครงการเมกะโปรเจกต์จนวุ่นวาย
แน่นอนว่าเป็นเพราะ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. ที่ประกาศตัวชัดเจนตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ยึดอำนาจว่าอยู่ขั้วตรงข้ามกับรัฐบาล และมีนโยบายปฏิรูปกระทรวงเป็นของตัวเอง จนทำให้ฝ่ายทหารเกิดความไว้วางใจ และก็มีชื่อ นพ.ณรงค์ อีกเช่นเดียวกัน ที่เป็นแคนดิเดต รมว.สธ. ในรัฐบาลที่จะตั้งเร็วๆ นี้
ทำให้ นพ.ณรงค์ มั่นใจมากว่าจะทำให้โรดแมปปฏิรูปกระทรวงเดินหน้าต่อได้อย่างสะดวก จนเริ่มเปิดศึกกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ด้วยการสั่งให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดไม่เข้าร่วมทุกการประชุมร่วมกับ สปสช. โดยมีคำสั่งลงชื่อ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัด สธ.ชัดเจน
นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพวง จ.นครราชสีมา อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ระบุว่า คำสั่งห้ามสังฆกรรมกับ สปสช.นั้น สร้างความสับสนให้ผู้บริหารโรงพยาบาลชุมชนมากว่าผู้ใหญ่กำลังเล่นอะไรกันอยู่ ทำให้การใช้จ่ายงบรวมถึงการจ่ายเงินเดือนในหลายโรงพยาบาลทั่วประเทศช่วงสิ้นปีงบประมาณสับสนจนต้องควักงบส่วนอื่นมาจ่ายเป็นเงินเดือนรวมถึงจัดซื้อยาแทน
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพวง ระบุว่า โรงพยาบาลเล็กหลายแห่งใน จ.สงขลา และลพบุรี ไม่ได้รับเงินจาก สปสช. เนื่องจากผู้ใหญ่ใน สธ.ไม่ให้ทำสัญญาใดๆ ด้วย ขณะที่บางโรงพยาบาลได้รับในระดับ 23 แสนบาท จากที่ต้องได้รับจัดสรรในหลักล้านบาท
“แปลกใจว่าทำไมกระทรวงไม่ปล่อยให้ สปสช.ทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วกระทรวงก็ดูแลหน่วยบริการไป การออกหนังสือห้ามไม่ให้ประชุมหรือทำสัญญาใดๆ คือท่าทีที่สร้างความขัดแย้งชัดเจน ทั้งที่ คสช.มีนโยบายในการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อให้บริการประชาชน ถามว่าปลัดกำลังขัดนโยบาย คสช.ใช่หรือไม่” อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ระบุ
ไม่ใช่กระทรวงที่เปลี่ยนไปอย่างเดียว แต่แพทย์ชนบทก็เปลี่ยนท่าทีเช่นเดียวกัน เพราะก่อนหน้านี้แพทย์ชนบทเคยร่วมกับปลัดในการไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่งจนประสบความสำเร็จมาแล้ว รวมถึงยังเคยให้กำลังใจ เมื่อ นพ.ณรงค์ ถูก นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ อดีต รมว.สธ. ตั้งกรรมการสอบกรณีใช้ทรัพย์สินราชการสนับสนุน กปปส.
มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะแพทย์ชนบทรู้ดีว่าหากปล่อยให้ นพ.ณรงค์ รับตำแหน่งรัฐมนตรี ย่อมทำให้อำนาจต่อรองของพวกเขาน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากจะกลับมาสู่ยุคที่รวบอำนาจกลับมายัง สธ. หรือกระทรวง และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดที่ส่วนใหญ่ นพ.ณรงค์ คุมได้หมด กลับมาเป็นใหญ่อีกครั้ง
อีกนัยหนึ่งก็น่าสนใจว่า มีความพยายามผลักดันคนของกลุ่มแพทย์ชนบท ขึ้นเป็นรัฐมนตรีเพื่อแข่งกับ นพ.ณรงค์ ด้วยหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าในช่วงรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 คณะทหารได้เลือก นพ.มงคล ณ สงขลา “พี่ใหญ่” ของชมรมแพทย์ชนบทขึ้นเป็นรัฐมนตรี ทำให้เป็นยุครุ่งเรืองของแพทย์ชนบท
การโพสต์เฟซบุ๊กของ นพ.มงคล ตำหนิท่าทีของ นพ.ณรงค์ ที่เสนอแนวคิดร่วมจ่ายในการรักษาพยาบาล 3050% แทนการจ่าย 30 บาทรักษาทุกโรค ย่อมมีนัยสำคัญที่น่าติดตาม
แต่ต้องยอมรับว่าชมรมแพทย์ชนบทยุคนี้น่าจะเริ่มเข้าสู่ยุคอัสดงแล้ว เนื่องจากเข้ามาพัวพันกับการเมือง โดยเฉพาะการที่เคยอุ้มปลัดณรงค์มาก่อน การจะต่อสู้โดยมีวาระอะไรก็แล้วแต่ย่อมเหนื่อยขึ้นเป็นเท่าตัว และจะถูกมองจากสังคมเช่นเดียวกันว่า “สู้เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง”
มาที่ฟาก สปสช.ก็เหนื่อยใช่เล่น เนื่องจากทหารไม่เคยรู้มาก่อนว่าองค์กรนี้มีไว้เพื่ออะไร ทั้งที่งบประมาณ สปสช. สูงถึง 1.41 แสนล้านบาท ดูแลผู้ใช้บัตรทอง 49 ล้านคน โดยล่าสุดได้เสนอ คสช.ให้เพิ่มงบรายหัวจาก 2,895 บาท/คน/ปี เป็น 3,060 บาท/คน/ปี แต่ดูเหมือนไม่ได้รับการตอบรับ เพราะถูกมองเป็น “ประชานิยม”
หาก นพ.ณรงค์ ได้เป็นรัฐมนตรีก็เป็นไปได้ที่ สปสช.จะถูกลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ เพราะแม้แต่ช่วงนี้ที่ นพ.ณรงค์ เป็นรักษาการประธานบอร์ด สปสช.ไม่มีการประชุมบอร์ดมาแล้วกว่า 2 เดือน
ชัดเจนว่า หลังจากนี้จะเป็นปรากฏการณ์ที่ สธ.และ สปสช. แพทย์ชนบทและคลื่นใต้น้ำในกระทรวงจะออกมาปะฉะดะกันอีกครั้ง หลังจากเคยสามัคคีกันขับไล่รัฐบาลชุดที่แล้วมาก่อน
แต่สำหรับคนไทยแล้ว หลังจากนี้จะได้เห็นสภาวะอึมครึมที่ปกคลุมระบบสุขภาพ ในวันที่รอคอยการรัฐบาลชุดใหม่ และมีแต่ความหวาดระแวงถึงทิศทางในการบริหารงานของเจ้ากระทรวงหลังจากนี้







