
เอกลักษณ์ทางการเมืองของจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ตอน 3)
อันที่จริงในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีผู้ศึกษาและเสนอแนะนโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) นับร้อยข้อเสนอ อันที่จริงนโยบายการบริหารและการพัฒนา จชต. 25552557 ก็ดีอยู่แล้ว ขอเพียงอย่าถอยหลังกลับมาคิดในเชิงอำนาจนิยมรวมศูนย์ก็พอ อย่างไรก็ดีจะขอตอบโจทย์คำถามซึ่งสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตั้งไว้โดยสังเขปสองข้อ
อันที่จริงในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีผู้ศึกษาและเสนอแนะนโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) นับร้อยข้อเสนอ อันที่จริงนโยบายการบริหารและการพัฒนา จชต. 25552557 ก็ดีอยู่แล้ว ขอเพียงอย่าถอยหลังกลับมาคิดในเชิงอำนาจนิยมรวมศูนย์ก็พอ อย่างไรก็ดีจะขอตอบโจทย์คำถามซึ่งสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตั้งไว้โดยสังเขปสองข้อ
ข้อสังเกตข้อแรก คือ เวลาพูดถึงนโยบาย ฝ่ายความมั่นคงมักพูดถึงผลประโยชน์ของชาติ แต่ พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวล ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายความมั่นคง เสนอว่า ควรพูดถึงเรื่องคุณค่าของชาติ (National Values) มากกว่า เพราะผลประโยชน์อ้างไปอ้างมาว่าเป็นของชาติ แต่มักกลายเป็นของผู้อ้างอยู่บ่อยครั้ง เช่นอาจถือว่าผลประโยชน์ของชาติกับผลประโยชน์ของกองทัพนั้นสอดคล้องกัน ในเรื่องคุณค่านั้น คณะราษฎรในปี 2475 ได้เสนอหลักไว้ 6 ประการ คือ เอกราช ความปลอดภัย ความสมบูรณ์พูนสุข ความเสมอเหมือนกัน เสรีภาพที่ไม่ขัดกับหลักที่กล่าวมาแล้ว และการศึกษาถ้วนหน้า ซึ่งแม้จะยังไม่ใช่คุณค่าแห่งชาติเสียทีเดียว แต่อาจถือเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมกันคิดต่อไป
ข้อสังเกตข้อที่สอง คือว่า เวลาอภิปรายกันเรื่องนโยบาย มักมีผู้เสนอว่านโยบายควรเน้นความเป็นเอกภาพและการบูรณาการนโยบายของหน่วยงานต่างๆ แม้เรื่องเอกภาพจะสำคัญ แต่มีข้อพึงระวัง เช่น ถ้านโยบายมีสองด้าน คือ ด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา ผู้เสนออาจคิดว่า ถ้าให้การพัฒนามาขึ้นอยู่กับความมั่นคงก็จะเกิดเอกภาพ แต่บางคนก็อาจคิดกลับกันได้ว่า ถ้าให้การพัฒนานำและความมั่นคงปรับบทบาทให้สอดคล้อง ก็จะเกิดทั้งการพัฒนาและความมั่นคงในที่สุด
ในส่วนของข้อเสนอแนะนโยบาย ตามแนววิเคราะห์ที่ตั้งชื่อเอาเองว่า PRIC ย่อมาจาก Power, Right, Interest, Culture แปลว่า อำนาจ สิทธิ ผลประโยชน์ และวัฒนธรรม ข้อแรก (P1) และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การใช้อำนาจเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต อย่างไรก็ดีคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหยุดยิงเพียงฝ่ายเดียว หรือให้ฝ่ายขบวนการที่จับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐยอมแพ้หรือเปลี่ยนมาต่อสู้อย่างสันติวิธี อย่างน้อยในอนาคตอันใกล้นี้ นโยบายในสามปีข้างหน้าควรมุ่งที่จะจำกัดขอบเขตการใช้ความรุนแรง เช่น ตกลงกันที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่มีอาวุธ (Soft Target) ได้แก่ เด็ก สตรี คนชรา คนป่วย คนพิการ ผู้นำศาสนา ฯลฯ ขณะเดียวกันมีพื้นที่ที่กลุ่มเป้าหมายนี้มักใช้เป็นประจำ ได้แก่ โรงเรียน ตลาด โรงพยาบาล ศาสนสถาน ฯลฯ ก็ควรตกลงที่จะไม่ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าวด้วย นอกจากนี้บางช่วงเวลาสำคัญทางศาสนา ได้แก่ ช่วงเดือนรอมฎอน เข้าพรรษา มหาพรต ฯลฯ ก็ควรพยายามลดความรุนแรงในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นกัน
ข้อเสนอแนะนโยบายที่เกี่ยวกับอำนาจข้อที่สอง (P2) เป็นประเด็นที่ว่าใครคือผู้ใช้อำนาจ เป็นธรรมดาที่ผู้คนอยากเลือกผู้ปกครองหรือมีผู้ปกครองที่เป็นพวกเดียวกับตน หรือมีชาติพันธุ์เดียวกับตน เรื่องนี้สอดคล้องกับหลักการที่องค์การสหประชาชาติรับรอง คือ หลักการกำหนดใจตนเอง (Selfdetermination) การกำหนดใจตนเองจึงมีขอบเขตความหมายว่าเป็นการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของคนในท้องถิ่น (Autonomy) ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงขอเสนอให้มีการปฏิรูปการปกครองตนเองในรูปแบบองค์กรปกครองท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะ โดยถือเป็นเป้าหมายในการพัฒนาการใช้อำนาจใน จชต.ร่วมกันต่อไป
ข้อเสนอแนะนโยบายที่เกี่ยวกับอำนาจข้อที่สาม (P3) เป็นเรื่องวิธีการที่จะทำให้นโยบายสองข้อข้างต้นเป็นจริง นโยบายข้อนี้ คือ การดำรงการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นระบบ รวมทั้งยกระดับขึ้นเป็นการเจรจา โดยมีคณะบุคคลที่หลากหลายเข้าร่วม รวมถึงตัวแทนองค์กรทั้งในและต่างประเทศที่จะให้คำปรึกษาแนะนำอันเป็นประโยชน์ และการมีช่องทางที่หลากหลายทั้งที่เป็นทางการ กึ่งทางการ และไม่เป็นทางการ
ขอเสนอนโยบายที่เกี่ยวกับสิทธิเพียงข้อเดียว (R1) เพราะมีการพูดกันในเรื่องนี้มากแล้ว สรุปนโยบายข้อนี้ว่า “แม้หวังสันติที่ยืนยง จงธำรงความยุติธรรม” รัฐและขบวนการควรเคารพสิทธิมนุษยชน การกระทำทั้งของรัฐและขบวนการต่างก็อ้างว่าทำเพื่อคนในพื้นที่ แต่ถ้าละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเขา ทำร้ายเขา เลือกปฏิบัติต่อเขาในกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ แล้วจะเสนอตัวเป็นผู้มีอำนาจการปกครองที่น่าเชื่อถือและยอมรับได้อย่างไร
ในด้านผลประโยชน์ ขอเสนอนโยบายเพียงข้อเดียว (I1) นโยบายในด้านนี้ไม่ใช่การบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นเรื่องๆ ไป แม้การบรรเทาดังกล่าวมีความจำเป็นเฉพาะหน้า แต่ก็ต้องทำมากกว่านั้น คือ ดำเนินการในระดับโครงสร้างที่เป็นการพัฒนาระยะยาวด้วย โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ และการมีงานทำ ระบบที่เกี่ยวเนื่องคือการเข้าถึงและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินทำกิน น้ำเพื่อการเกษตรและการบริโภค และการคุ้มครองอาชีพการประมง เป็นต้น
เรื่องที่สำคัญมากและก็ยากมากเห็นจะได้แก่มิติทางวัฒนธรรม ข้อเสนอนโยบายข้อแรก (C1) คือนโยบายพหุวัฒนธรรม และควรเป็นนโยบายสำหรับทั้งประเทศ ไม่เฉพาะใน จชต. ที่ผ่านมารัฐประสบความสำเร็จมากในการใช้นโยบายบังคับกลมกลืน (Forced Assimilation) กับหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ จนคนส่วนใหญ่คิดว่าทุกคนในประเทศน่าจะชื่นชมกับนโยบายดังกล่าว ดังนั้นการใช้นโยบายพหุวัฒนธรรมจึงหมายถึงการตระหนักรู้และยอมรับความแตกต่าง ตลอดจนการเปลี่ยนทัศนคติของคนส่วนใหญ่ให้ชื่นชมความหลากหลายมากกว่าจะต้องให้เหมือนกัน
นโยบายทางวัฒนธรรมข้อที่สอง (C2) ที่ขอเสนอ คือ นโยบายการเยียวยา ในทุกสังคมที่มีการต่อสู้ มีความรุนแรง มีผู้ตกเป็นเหยื่อ หนทางสู่การคืนดีระหว่างผู้ใช้ความรุนแรงและผู้ถูกกระทำ คือ การเยียวยาสังคม จริงอยู่ การเยียวยาบุคคลผู้ตกเป็นเหยื่อในทางตรง ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินชดเชยหรือการทดแทนทางวัตถุและจิตใจอื่นๆ รวมถึงด้านจิตวิทยา ย่อมมีความจำเป็น แต่ไม่เพียงพอ จะต้องมีการเยียวยาสังคมด้วย อะไรที่เป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ทั้งผู้กระทำและถูกกระทำก็ควรให้การยอมรับ โดยในระดับสังคมบทบาทของทั้งสองอาจสลับเปลี่ยนกันได้เสมอ อะไรที่เป็นเหมือนอนุสรณ์ที่เล่าเรื่องราวทางเดียว ก็ควรดัดแปลงเสียเพื่อไม่ให้เป็นการตอกย้ำว่า ผู้สร้างอนุสรณ์คือฝ่ายเดียวที่กระทำอย่างถูกต้องแล้ว โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของผู้ที่รู้สึกว่าเป็นการเล่าเรื่องอย่างไม่เป็นธรรม
สุดท้ายขอเสนอนโยบายทางวัฒนธรรมข้อสาม (C3) คือ การเปิดพื้นที่ทางวาทกรรม ให้มีการปะทะสังสรรค์ทางวาทกรรมอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แทนที่จะใช้แต่ข่าวลือ ข่าวเท็จ เรื่องเล่าที่บิดเบือน ฯลฯ เพื่อตอกย้ำอุดมการณ์หรือเพื่อยุทธวิธีการต่อสู้ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ที่อาจมีหลายแง่มุมเสมอ การยอมรับวาทกรรมและบริบททางวัฒนธรรมที่แต่ละคนอาจมีต่างกัน จะช่วยให้เกิดพื้นที่ความเข้าใจ ลดการไม่ยอมพูดกันหรือฟังกัน และเป็นการสร้างความไว้วางใจแบบเอาใจเขาใส่ใจเรา อันเป็นเงื่อนไขความสำเร็จของการสร้างสันติภาพ







