
คสช.พายเรือในอ่างใช้บาทอ่อนดันส่งออก
กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปทันที เมื่อที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปทันที เมื่อที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งกำชับให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปดูแลเรื่อง “ค่าเงินบาท” ไม่ให้เคลื่อนไหวผันผวนไปจากระดับ 32 บาท/เหรียญสหรัฐมากนัก เพราะเป็นระดับที่ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ค่อนข้างพอใจ
เบื้องต้นนั้นต้องยอมรับกันก่อนเป็นอันดับแรกว่า เรื่องนี้ไม่น่า “หลุด” ออกมาจากวงประชุมสำคัญเช่นนี้ได้ เพราะแม้ว่าการดูแลค่าเงินไม่ให้ผันผวนหรือแข็งค่ามากเกินไปจนกระทบต่อการค้านั้น จะเป็นมาตรการที่รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียดำเนินการเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดในการประชุมวงกว้าง
เพราะนี่คือประเด็นที่สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบ และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ผู้ส่งออก นำเข้า โดยเฉพาะบรรดานักค้าเงินทั้งไทยและต่างชาติที่สามารถเก็งกำไรค่าเงินจากข้อมูลดังกล่าวได้ว่า ค่าเงินบาทจะยังคงอยู่ในระดับอ่อนค่าต่อไป แม้ว่าจะสวนทางกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านทั้งภูมิภาคก็ตาม
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าของการสั่งตรึงค่าบาทที่ 32 ครั้งนี้ กลับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึง “จุดอ่อนของภาคการส่งออกไทย” ที่ยังคงใช้เรื่องความได้เปรียบของค่าเงิน ใช้ประเด็นเงินบาทที่อ่อนค่ากว่าเงินเหรียญสหรัฐ หรือค่าเงินของประเทศคู่ค้ามาเป็นตัวช่วยหลักพยุงการส่งออกให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง โดยเฉพาะสถานการณ์ส่งออกในปีนี้ ที่ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้เมื่อช่วงต้นปี
นับเป็นจุดอ่อนที่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นปัญหา “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ของไทยที่ไร้ซึ่งยุทธศาสตร์พัฒนาการแข่งขันระยะยาว จนต้องพึ่งตัวช่วยเฉพาะหน้าอย่างการดูแลค่าเงินให้อ่อนค่าทุกครั้ง
ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องค่าเงินเพิ่งกลับเข้ามาอยู่ในความสนใจในวงกว้างอีกครั้ง หลังจากที่เงินบาทไทยอ่อนค่ามานานจากปัญหาทางการเมืองก่อนหน้านี้ เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียกำลังประสบกับภาวะค่าเงินแข็งค่าอย่างรวดเร็ว เช่น เปโซ ฟิลิปปินส์ และริงกิต มาเลเซีย ที่ไต่ระดับแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน ขณะที่รูเปียห์ อินโดนีเซีย แข็งค่าสุดในรอบ 8 สัปดาห์
หากนับรวมตลอดทั้งปี 2557 ค่าเงินวอน เกาหลีใต้ และรูเปียห์ แข็งค่ารวมแล้วถึง 4% ขณะที่เงินเยน ญี่ปุ่น แข็งค่าขึ้นกว่า 3%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะชาติที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักต้องเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อควบคุมค่าเงินของตนเองไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป จนทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศในเอเชียเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วสุดนับตั้งแต่ปี 2554 อยู่ที่ 7.47 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่จีนนั้นคาดว่าจะทุบสถิติพุ่งไปแตะเกือบ 4 ล้านล้านหยวน ในการรายงานตัวเลขสัปดาห์หน้า
สถานการณ์ดังกล่าวในภูมิภาค รวมถึงปัจจัยล่าสุดที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยอาจเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2558 นั้น ยิ่งฉุดให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าต่อเนื่อง และทำให้เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 4 เดือน ไปแตะ 32.12 บาท/เหรียญสหรัฐ ระหว่างการซื้อขายเมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 ก.ค.
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศประกอบเพื่อดูทิศทางค่าเงินบาทในระยะยาวหลังจากนี้แล้ว อาจไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับผู้ส่งออกมากนัก
นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ธนาคารยังให้แนวโน้มค่าเงินบาทช่วงไตรมาส 3 ที่ 33.40 บาท และไตรมาส 4 ที่ 34 บาท ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่อ่อนค่ากว่าระดับ 32 บาทไปมาก เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นภายหลังการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช. แต่กว่าที่ความเชื่อมั่นจะขยับไปสู่การบริโภคและการลงทุนที่แท้จริงนั้นอาจต้องกินระยะเวลาสักพัก โดยรอจนถึงช่วงไตรมาส 4 เพราะการบริโภคภายในประเทศจะทยอยฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ
นอกจากนี้ การกลับเข้าสู่ภาวะการบริโภคและการลงทุนอีกครั้ง ยังคาดว่าจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยไม่อยู่ในภาวะเกินดุลสูงลิ่วเหมือนในช่วงที่ผ่านมาอีก ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอีกในช่วงปลายปีนี้ด้วย
ในทางกลับกัน ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่ากลับเป็นศักยภาพการแข่งขันของภาคการส่งออกไทย ที่สะท้อนผ่านทั้งตัวเลขการส่งออกที่หดตัวลงต่อเนื่อง และจากการจัดอันดับด้านการแข่งขันของหน่วยงานสากลต่างๆ ซึ่ง คสช.ไม่ควรช่วยเหลือด้วยมาตรการเฉพาะหน้าจากการดูแลค่าเงินเท่านั้น หากแต่ควรวางยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของไทยบรรจุเอาไว้ในแผน “โรดแมป” ด้วย
จากลำดับที่ 12 ในปี 2552 ของการจัดอันดับประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ
โดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ขีดความสามารถของไทยกลับลดลงอย่างต่อเนื่องจนร่วงไปอยู่ที่ 18 ในปี 2556 โดยมีหลายเรื่องที่ยังต้องเร่งพัฒนา เช่น การเข้าถึงสินเชื่อ การจ่ายภาษี และความสะดวกในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่สวนทางกับการขยับอันดับขึ้นของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ที่ไต่อันดับจาก 23 ในปี 2552 ขึ้นสู่อันดับ 6 ได้ในปีที่แล้ว
ค่าแรงราคาถูกที่เคยเป็นข้อได้เปรียบของไทยกำลังหดหายอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยของไทยอยู่ที่วันละ 9.21 เหรียญสหรัฐ/วัน ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามที่เฉลี่ย 2.964.21 เหรียญสหรัฐ กัมพูชาที่ 2.67 เหรียญสหรัฐ และพม่าที่ 1.702.04 เหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติต้องปรับยุทธศาสตร์การลงทุน ทั้งโยกย้ายการผลิต เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือเพิ่มกำลังการผลิตด้วยการไปตั้งโรงงานแห่งใหม่ในต่างประเทศแทน
ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ “จีน” ที่เพิ่งผงาดขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย แซงหน้าญี่ปุ่นครั้งแรกในรอบ 22 ปีนั้น จะยิ่งเห็นได้ชัดว่าไทยกำลังเสียเปรียบการแข่งขันในด้านราคาที่เคยเป็นจุดแข็งของเรามาก่อน โดยจีนมีค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยต่อวันที่ 4.499.78 เหรียญสหรัฐ ทำให้สินค้าจีนมีความได้เปรียบในด้านราคาและสามารถเข้ามารุกตลาดทั้งในไทยและอาเซียนได้มากขึ้น
นอกจากจะเสียการแข่งขันในด้านราคาไปแล้ว การวิจัยและพัฒนา (R&D) ของไทยกลับยังไม่สามารถพัฒนาไปได้มากนัก โดยขาดยุทธศาสตร์และการส่งเสริมจากภาครัฐที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยังขาดยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไร้ฝีมือให้ขยับขึ้นสู่แรงงานมีฝีมือรองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงขึ้น ในขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคกำลังเร่งขยับตัวเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาอีกมาก
การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศและยกระดับการแข่งขันด้วยการยกความสำคัญให้เป็นยุทธศาสตร์ประเทศในแผนโรดแมปของชาตินั้น จึงอาจถือเป็นทางออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นสำหรับ “อนาคตของประเทศไทย” ในวันที่ไม่มีต้นทุนราคาต่ำและแรงงานราคาถูกกว่า 300 บาท ให้ใช้อีกต่อไป







