เปิดใจพี่สาวเด็กหญิงเหยื่อฆาตกรบนรถไฟ
เปิดใจพี่สาวของเด็กหญิงวัย 13 ปี เหยื่อฆาตกรบนรถไฟ "คดีข่มขืนแค่ประหารชีวิตก็ยังน้อยไป"
โดย...วราภรณ์ ผูกพัน
วันที่ 9 ก.ค. บรรยากาศงานสวดอภิธรรมศพเด็กหญิงวัย 13 ปี เหยื่อฆาตกรข่มขืนฆ่าบนรถไฟที่ วัดทินกรนิมิต ศาลา 4 จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นวันที่สองของงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้า พวงหรีดจากผู้คนจำนวนมาก รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงต่างถูกทยอยส่งมาไว้อาลัยแด่การจากไปของเด็กน้อยอย่างต่อเนื่อง
พี่สาววัย 22 ปีของเด็กหญิงเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ว่า ตอนนี้สภาพจิตใจเริ่มดีขึ้นบ้าง เพราะมีคนมาให้กำลังใจและปลอบใจจำนวนมาก ครอบครัวก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
"พยายามปลอบใจตัวเองและบอกแม่ว่า น้องมีเจ้ากรรมนายเวร น้องต้องใช้เวรใช้กรรมกัน เราก็มีวิธีปลอบใจตัวเองและแม่แบบนี้ คิดเสียว่าน้องอยู่ต่อไปก็ทรมาน กลับมาจิตใจก็ต้องแย่อยู่ดี ให้น้องไปสบายดีแล้ว หนูก็บอกว่าอย่าให้แม่ร้องไห้ เพราะแม่ยิ่งร้องไห้ น้องก็จะรู้สึกไม่สบายใจ เสียใจแล้วน้องก็จะไม่ไปไหน จิตใจก็จะโกรธคนกระทำ ถ้าน้องรู้สึกโกรธคนที่สวดมนต์ให้น้อง น้องก็จะไม่ได้รับผลบุญนั้น เพราะรู้สึกเคียดแค้น ถ้าแม่ไม่เคียดแค้นน้องจะปล่อย และทำใจได้"เธอกล่าว
เธอยังเล่าเรื่องราวในวันเกิดเหตุด้วยว่า "วันนั้นน้องนอนเตียงล่างเพราะ ขาไปน้องกับหนูนอนเตียงบนแล้ว และมันร้อนมาก ขากลับจึงนอนเตียงล่าง หนูก็นอนเตียงล่างคู่กันกับน้องเพราะเราไปกัน 4 คน หนูกับน้องนอนตรงข้าม ไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น หนูก็คิดโทษตัวเองว่า เราให้น้องนอนเตียงล่างหรือเปล่า แต่อย่างว่ามันเลือกจะทำแล้ว เพราะหนูก็รู้มาว่าคนนอกไม่สามารถเข้ามาในโบกี้ได้อยู่แล้ว
"หนูสงสัยพนักงานรถไฟตั้งแต่ทีแรก เพราะเขามีพิรุธชอบมองน้องสาวหนู เพราะน้องเป็นคนน่ารัก ซึ่งเขามองตั้งแต่ขาไปแล้ว แต่เขาก็มาพูดคุยกับน้องถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่า ถ้าหิวตอนดึกตู้เสบียงปิดแล้ว ถ้าหิวให้บอกพี่ อย่าไปห้องน้ำตอนดึกๆนะ ซึ่งขากลับก็มีพนักงานมองน้องหนูอีก แต่ไม่ใช่คนก่อเหตุ เราก็คิดว่าไม่มีอะไร ก็คงมองด้วยความเป็นห่วงเหมือนเดิม
"ตอนน้องหนูหาย เจ้าหน้าที่การรถไฟก็มาบอกที่บ้านอย่างดีว่าพนักงานของเขาตรวจสอบมาอย่างดี ก่อนเข้าทำงาน เขามั่นใจว่ายังไงก็ไม่ใช่พนักงานของเขาที่เป็นคนทำ แล้วยังบอกหนูอีกว่า อย่าไปให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า หนูสงสัยคนรถไฟนะ ถ้าหนูบอกแบบนั้นการรถไฟก็จะไม่ช่วยเหลือหนู หนูก็ทำตามเขาทุกอย่างขณะแจ้งความอยู่ที่สถานีตำรวจนพวงศ์ หนูบอกสื่อว่า อาจจะไม่ใช่ก็ได้ รอยที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากการยกของ แต่ที่บ้านสงสัยเป็นรอยเล็บน้องสาวที่สู้ หนูก็ไม่กล้าปรักปรำ"
พี่สาวของเด็กหญิงเล่าว่า วินาทีแรกที่รู้ว่าน้องสาวถูกฆ่าเสียชีวิต เธอรู้สึกแค้นมาก เพราะขณะที่อยู่ที่สถานีตำรวจ คนร้ายยังมาพูดประจบประแจงแม่ว่า รู้สึกสงสารเธอที่ร้องไห้ตาบวม ซึ่งจริงๆ เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่อยู่ในอาการตกใจที่น้องหายไป
"พอหนูรู้ว่าเขา (คนร้าย) เป็นคนทำ รู้สึกโกรธแค้นมาก หนูอยากบอกว่า ไปไหนจะต้องระมัดระวัง มองปฏิกิริยาของคนรอบข้างว่า จะมาดีมาร้าย อย่าไปตามลำพัง คนที่มีน้องอยากให้ดูแลน้องสาวดี ๆ อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบหนู เอาเหตุการณ์หนูเป็นอุทาหรณ์ น้องหนูที่เสียไปแล้ว"
พี่สาวยังกล่าวถึงน้องผู้จากไปว่า เธอรักน้องมาก คำสุดท้ายที่ได้พูดกับน้องคือตอนที่เธอดูแลน้องให้เข้านอน เธอได้ช่วยปิดหน้าต่าง ปิดม่านให้ เก็บแว่นตาใส่กล่องให้อย่างดี และพูดกับน้องว่า นอนนะ เดี๋ยวตีห้าพี่จะลุกขึ้นมาปลุก
"หนูรักน้องมากเพราะคุณพ่อเพิ่งเสีย แม่ก็ต้องทำงาน เราจึงสนิทกับน้องมากเพราะอยู่ด้วยกัน นอนด้วยกันมาตลอด หนูรักน้อง ตอนนี้หนูก็ยังรู้สึกผิดว่า ไปกับน้องแท้ๆ แต่หนูยังดูแลไม่ได้ หนูก็อยากขอโทษน้องที่ทำให้น้องเป็นแบบนี้ คิดถึงน้องแล้วก็รักมาก น้องสาวเป็นเด็กน่ารักเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ดื้อเลย หนูเสียอีกที่ดื้อ น้องก็จะเตือนว่า อย่าทำแบบนี้สงสารแม่บ้าง เขาจะเป็นสอนหนูตลอด น้องใจบุญมากๆ พี่ชายขับรถชนแมว น้องสาวก็เอามาเลี้ยงอย่างดี เขาจิตใจดีมากๆ"
เมื่อถามถึงกระแสการรณรงค์ให้ประหารชีวิตคดีข่มขืน เธอตอบสั้นๆว่า "คดีข่มขืนแค่ประหารชีวิตก็ยังน้อยไป คนที่กระทำถูกลงโทษยิงหรือฉีดยาก็ตายแล้ว แต่คนที่ถูกกระทำและญาติพี่น้องต้องรู้สึกแย่กับสิ่งที่เกิดขึ้นไปจนตาย"
เธอยังฝากเตือนไปยังครอบครัวอื่นๆเพื่อไม่ให้ประสบเหตุการณ์เหมือนครอบครัวเธอว่า อย่าเดินทางลำพัง และควรมีผู้ปกครองไปด้วย ส่วนทางครอบครัวคงไม่ขึ้นรถไฟอีกเพราะรู้สึกเข็ดขยาดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


