posttoday
ย้อนรอยคดีข่มขืนบนรถไฟกับความปลอดภัยที่หาได้ยาก

ย้อนรอยคดีข่มขืนบนรถไฟกับความปลอดภัยที่หาได้ยาก

08 กรกฎาคม 2557

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า หากเกิดเหตุร้ายกับผู้โดยสาร ผู้โดยสารเองจะต้องเป็นคนที่เอาตัวรอดจากเหตุทีเกิดขึ้น

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

พนักงานปูที่นอนบนถรถไฟสายนครศรีธรรมราช-กรุงเทพมหานคร ที่พรากความสดใสของเด็กหญิงวัยเพียงแค่ 13 ปี ส่งมอบความตายอย่างทรมานให้กับเธอ ด้วยการลงมือฆ่าข่มขืนบนขบวนรถไฟ ใจทรามกระทำการด้วยความระยำก่อนจะส่งร่างของเธอในสภาพเปลือยเปล่าโยนทิ้งผ่านหน้าต่างรถไฟตู้นอนหลังกระทำกามวิตถารฆาตกรรม ขณะที่รถไฟวิ่งด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ห้วงรอยต่อระหว่างจ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.เพชรบุรี

เป็นข่าวที่สะเทือนต่อความรู้สึกของคนไทยที่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างหนักหนาที่สุด ด้วยว่าเหตุเกิดจากการลงมือของพนักงานการถไฟแห่งประเทศไทยเอง และรถไฟไทยก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย แต่จากนี้คงไม่ใช่อีกต่อไป

เหตุการณ์ผู้โดยสารถูกข่มขืนบนรถไฟของน้องวัย 13 ปีครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น หากแต่เมื่อย้อนไปเมื่อปี 2544 นักศึกษาสาวปริญญาโทแห่งหนึ่ง โดยสารรถไฟตู้นอนตามเส้นทางจากสุไหงโกลก จ.นราธิวาส มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร เธอถูกลูกจ้างของการรถไฟลงมือข่มขืนกระทำชำเราอย่างไร้การขัดขืน

ครั้งนั้นโจรร้ายในคราบพนักงาน ฉุดกระชากลากเธอจากเตียงนอนชั้นล่างขณะดึกดื่น เสียงที่ดังของรถไฟ ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความเอะใจต่อผู้โดยสารใดๆทั้งสิ้น และกลายเป็นจังหวะเหมาะของคนร้ายที่ลากเธอ ซ้อมเธอจนเพลียแรง และลงมือข่มขืนเธอ

ครั้งนั้นเธอเอาชีวิตรอดออกมาได้ นักศึกษาสาวปริญญาโทผู้นี้เดินหน้าฟ้องร้องเอาผิดดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ ศาลตัดสินสั่งจำคุกฐานความผิดกระทำชำเรา โทษจำคุก 9 ปี เมื่อปี 2551 แม้จำเลยในคดีจะกล่าวอ้างว่าเป็นความยินยอมตามสมัครใจ แต่ศาลไม่รับฟัง

แม้เธอจะได้รับชัยชนะจากการตัดสินคดี แต่แผลร้ายที่ติดตัวก็ทำให้เธอแทบจะไม่มีที่ยืนในสังคม ความอับอายที่ได้รับ แผลความรู้สึกที่ฝังอยู่ในหัวจิตหัวใจของเธอยังไร้การเยียวยา เธอต้องซุกหน้า หลบหน้าหนีออกจากสังคมที่เธอเคยอยู่เพราะเธออับอาย ชีวิตเธอต้องพังเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ น่าสนใจที่ว่า ขณะเกิดเหตุเธอดำรงตำแหน่งถึงระดับผู้จัดการ มีอนาคตก้าวหน้าอีกทั้งมีคนรักอยู่แล้ว

เมื่อเป็นเช่นนั้น นักศึกษาปริญญาโทผู้นี้เดินหน้าฟ้องร้องจากการรถไฟฯ เพื่อให้รับผิดชอบจากเหตุการณ์นี้เป็นเงิน 18 ล้านบาท เป็นเงินที่เธอคิดว่าเหมาะแก่ความสาสมที่เธอควรจะได้รับมัน แต่ต้องถูกปฏิเสธไม่รับผิดชอบเพราะการรถไฟฯ ถือว่า “เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยและผู้เสียหาย ไม่เกี่ยวข้องกับการรถไฟฯ”

เธอต้องกล้ำกลืนเพราะเหตุที่พนักงานของการรถไฟฯ กระทำต่อเธอ และถูกปฏิเสธความรับผิดชอบจากการถไฟฯ แต่เชื่อได้อย่างว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้นกับนักศึกษาปริญญาโท และเหตุล่าสุดที่เกิดกับเด็กหญิงวัย 13 ปีที่ถึงกับต้องเสียชีวิต ก็ต้องสร้างความด่างพร้อยให้กับการรถไฟของประเทศไทยไปมากแน่นอน

เพราะอย่าลืมว่ารถไฟ ถือเป็นพาหนะแห่งการเดินทางที่คนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และที่สำคัญชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวก็มักนิยมเดินทางด้วยรถไฟเช่นกัน ข่าวที่ออกมาย่อมสร้างความเสียหายไปถึงระดับนานาชาติทันที

มารอดูท่าทีกันว่า การรถไฟฯ จะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ ที่พนักงานของตัวเองสวมบทฆาตกรโหดใจทราม ข่มขืนเพราะความใคร่ที่ไม่สามารถควบคุมได้ต่อเด็กหญิงวัย 13 ปี และลงมือฆ่าเธอได้อย่างเลือดเย็น!!!

รถไฟไทยกับความปลอดภัยที่หาได้ยาก?

ด้วยเพราะรถไฟไทย บางจุดบางเส้นทางรวมถึงตัวบุคคล ก็เป็นองค์ประกอบทีทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงมีความอันตรายเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ รถไฟตู้นอน จะมี 3 แบบ คือ รถนอนชั้น 1 มีลักษณะเป็นห้องชุดๆ ราคาแพงที่สุด และรถนอนชั้น 2 ซึ่งเป็น โบกี้ หรือ ตู้ มีทั้งปรับอากาศและพัดลม มีทั้งเตียงบนและเตียงล่าง เมื่อยังไม่ถึงเวลานอน ผู้โดยสารแต่ละล็อกจะนั่งข้างล่าง ซึ่งมีเก้าอี้แยกกัน เมื่อถึงเวลานอนจะนำที่นั่ง 2 ที่มาประกบเป็นเตียง

ส่วนเตียงบนจะมีล็อกเกอร์เก็บเตียง ก่อนถึงเวลานอน พนักงานมาจัดการปูเตียงให้ คนที่มีตั๋วเตียงบนต้องปีนบรรไดเหล็กขึ้นไปนอน  เมื่อปูที่นอนเสร็จสิ้น ถึงเวลานอน บนรถไฟจะเปิดไฟฟ้าส่องสว่างตลอด 24 ชม. แต่ละตู้จะมีประตูเปิดปิดเชื่อมกับห้องน้ำ 2 ห้อง ซ้ายขวา ซึ่งช่วงรอยต่อระหว่างห้องน้ำกับตู้ผู้โดยสารตู้นอนนี้ จะมีซอกของพนักงานปูเตียงเป็นช่องแคบๆ อยู่ติดห้องน้ำ ใช้เป็นที่เก็บผ้าปูเตียงและหมอน ซึ่งพนักงานปูเตียงจะใช้เป็นที่พักผ่อน โดยก่อนจะนอน ผู้โดยสารจะเรียกพนักงานไปปูเตียงให้ แต่ละตู้จะมี 1 คน

และปิดประตูเชื่อมแต่ละตู้แต่ไม่ล็อก ทำให้ผู้โดยสารหรือคนแปลกหน้าเดินเข้าออกได้ตลอด เนื่องจากพอดึกๆ พนักงานตรวจการก็หายหมดเพราะต่างหลบไปพักผ่อนเช่นกัน จะมีมาตรวจสอบความเรียบร้อยเฉพาะตอนเช็กตั๋วสำหรับผู้โดยสารที่ขึ้นใหม่เท่านั้น

แม้ว่าบนรถไฟทุกขบวนจะต้องมีตำรวจรถไฟต้องประจำอยู่ด้วย แต่เมืองไทยก็ไม่มีเฉกเช่นต่างประเทศ  จากข้อมูลของประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฯ กล่าวถึงว่า ที่ผ่านมาเคยมีการเสนอให้มีตำรวจรถไฟประจำทุกขบวน อย่างน้อยขบวนละ 1 นาย แต่ก็ไม่ให้มีการบรรจุ ถูกมองว่าไม่จำเป็น ตรงนี้ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด เป็นเรื่องทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมเช่นกัน

คำกล่าวอ้างจากประภัสร์ จงสงวน ระบุว่า บนรถไฟจะมีพนักงานทำงานอยู่สามส่วนด้วยกัน คือ 1.เจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่อง 2.เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วทั่วไป และ 3.พนักงานจ้างจากบริษัทเอกชน ที่เข้ามารับผิดชอบในเรื่องความสะอาด ช่วยดูแลเรื่องที่กางเตียงนอนในขบวนที่มีตู้นอน ซึ่งปัญหาที่เกิดจากการประพฤติตัวไม่เหมาะสมมักจะพบในพนักงานกลุ่มสุดท้ายที่ไม่ได้สังกัดกับการรถไฟฯ

ภาพรวมทั้งหมด รวมถึงคำกล่าวอ้างของผู้ว่าการรถไฟฯ อย่างจนยอม สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า หากเกิดเหตุร้ายกับผู้โดยสาร ผู้โดยสารเองจะต้องเป็นคนที่เอาตัวรอดจากเหตุทีเกิดขึ้น

ด้วยเพราะกำลังช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ และบางครั้ง เจ้าหน้าที่เองที่เป็นผู้ก่อเหตุกับผู้โดยสารด้วย

นับเป็นความวิปโยคที่จะหาความปลอดภัยบนรถไฟของไทย ซึ่งแทบจะไม่มีเลย

ข่าวล่าสุด

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้