
การต่อต้านคอร์รัปชั่น
รายงานผลการศึกษาเรื่อง “แนวโน้มคอร์รัปชั่นของประเทศไทย” ของรัฐสภา เมื่อปี 2556 สรุปว่า
รายงานผลการศึกษาเรื่อง “แนวโน้มคอร์รัปชั่นของประเทศไทย” ของรัฐสภา เมื่อปี 2556 สรุปว่า
“ในแต่ละปีพ่อค้าและนักธุรกิจกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ต้องสูญเสียเงินให้กับการคอร์รัปชั่นเป็นจำนวนสูงถึงเกือบ 3 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถอำนวยประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ของประเทศได้ ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินงบประมาณสูงกว่าที่เป็นจริง ทำให้ประชาชนต้องได้รับบริการสาธารณะที่ไม่มีคุณภาพ อีกทั้งยังทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการไทยที่มักจะมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ”
ถ้าพิจารณาตัวเลข 3 แสนล้านบาท ตามรายงานนี้เทียบเคียงกับโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่จะต้องกู้เงินมาดำเนินการ 3.5 แสนล้านบาท จะเห็นว่า ถ้าไม่มีคอร์รัปชั่นประเทศไทยจะมีงบประมาณดำเนินการเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องกู้เงินเลย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าของคนที่เสียภาษีให้กับรัฐ
รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาได้ประกาศนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็น “วาระแห่งชาติ” แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นดีขึ้น กลับทวีความรุนแรงมากขึ้น และการปราบปรามก็ “ไม่เห็นผล”
เมื่อพิจารณาการกระทำผิดฐานคอร์รัปชั่นลักษณะแรก คือ “ทุจริต” การใช้เงินงบประมาณโดยไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ทางราชการกำหนด ซึ่งการปราบปรามไม่น่าจะยาก เพราะเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมายของหัวหน้าส่วนราชการที่ถืองบประมาณ ซึ่งต้องกำกับดูแลมิให้เงินงบประมาณ “รั่วไหล”
แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่มาจากนักการเมืองและข้าราชการประจำ มีความเข้าใจผิดว่า เมื่อมีหน่วยงานปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบแล้ว “ฉันไม่ต้องรับผิดชอบ” แถมได้รับเงิน “ตามน้ำ” จากการสมนาคุณของนักธุรกิจอีกต่างหาก
ในเรื่องนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กฎหมาย ป.ป.ช.) มาตรา 123/1 ได้บัญญัติว่า
“เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ดังนั้น การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งที่ 69/2557 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ข้อ 4 ที่ระบุว่า
“กรณีที่ส่วนราชการหรือผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย ไม่ดำเนินการตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้ถือเป็นความผิดวินัยหรือความผิดอาญาแล้วแต่กรณี”
จึงเป็นการ “จัดระเบียบ” ที่สมควรดำเนินการอย่างยิ่ง และต้องทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
อย่างไรก็ดี อีกปัญหาหนึ่งของการปราบคอร์รัปชั่นที่สมควรเข้าไปจัดระเบียบด้วย คือ ความล่าช้าในกระบวนการไต่สวนและดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด ทั้งนี้เพราะเมื่อดูในเว็บไซต์ของ ป.ป.ช.ที่ต้องเปิดเผยคดีระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย พบว่า
แฟ้มแรกเป็น “เรื่องกล่าวหาระหว่างไต่สวนความจริง” พบว่ามีคดีที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการมากกว่า 1,000 คดี แต่ไม่มีรายละเอียด ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
ส่วนแฟ้มที่สอง “เรื่องที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด” ปรากฏว่ามี 1,100 คดี ที่กรรมการ ป.ป.ช.มีมติตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา แต่คดียังไม่ถึงที่สิ้นสุดจนถึงปัจจุบัน
นั่นหมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดยังไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะระหว่างดำเนินคดีจะไม่มีสิทธิประโยชน์ที่ควรได้จากทางราชการ เช่น เงินบำนาญ และสวัสดิการต่างๆ จนกว่าจะพ้นมลทิน ซึ่งกรณีนี้ตรงกับวรรคทองที่เป็นสากลว่า “ความล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม” (Justice delays, Justice denies.)
นอกจากนั้น มีคดีที่ ป.ป.ช.ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องค้างอยู่มากกว่า 100 คดี บางคดีเนิ่นนานกว่า 3 ปี และมีคดีที่จะหมดอายุความในปีนี้มากกว่า 30 คดี ซึ่งความล่าช้าตรงจุดนี้ทำให้ทางราชการเสียหาย และอาจเป็นช่องทางให้มีการ “วิ่งคดี” ซึ่งเป็น “สินบน” อีกลักษณะหนึ่ง
สำหรับการคอร์รัปชั่นอีกลักษณะ คือ “ประพฤติมิชอบ” หรือ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ที่วินิจฉัยยากว่า “ผิดหรือไม่ผิด” แต่การได้ประโยชน์กับตัวหรือพวกพ้องจากอำนาจหน้าที่ราชการนี้ ล้วนเป็น “ลาภมิควรได้” ซึ่งมีทั้งที่มีมูลค่าเป็นเงินและอาจคำนวณเป็นเงินได้
การประพฤติมิชอบนี้ กฎหมาย ป.ป.ช.ได้บัญญัติไว้เฉพาะการรับของขวัญที่มีมูลค่าเป็นเงินไม่เกิน 3,000 บาทเท่านั้น
แต่เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติตรากฎหมายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) เมื่อปี 2551 ได้เพิ่มเติม “ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้” ไว้ 12 กรณี ได้แก่
(1) การปลดหนี้หรือการลดหนี้ให้เปล่า (2) การให้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย (3) การเข้าค้ำประกันโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม (4) การให้ค่านายหน้าหรือค่าธรรมเนียมการเป็นตัวแทน
(5) การขาย การให้เช่าซื้อทรัพย์สินเกินมูลค่าที่เป็นจริง ตามที่ปรากฏเห็นในท้องตลาด (6) การให้ใช้สถานที่ ยานพาหนะ หรือทรัพย์สิน โดยไม่คิดค่าเช่าหรือค่าบริการ หรือคิดค่าเช่าหรือค่าบริการน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่น โดยปกติทางการค้า (7) การให้ใช้บริการโดยไม่คิดค่าบริการ หรือคิดค่าใช้บริการน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่น โดยปกติทางการค้า
(8) การให้ส่วนลดในสินค้า หรือทรัพย์สินที่จำหน่าย โดยการให้ส่วนลดมากกว่าที่ให้กับบุคคลอื่น โดยปกติทางการค้า (9) การให้เดินทาง หรือขนส่งบุคคล หรือสิ่งของโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่น โดยปกติทางการค้า
(10) การจัดเลี้ยง การจัดมหรสพ หรือการบันเทิงอื่น ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่น โดยปกติทางการค้า (11) การให้บริการวิชาชีพอิสระ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล สถาปนิก วิศวกร กฎหมาย หรือบัญชี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่น โดยปกติทางการค้า
และ (12) “การอื่นซึ่งเป็นการกระทำที่ทำให้ผู้นั้นได้รับประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ หรือไม่ต้องออกค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกาศกำหนด”
เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่กฎหมายฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่ากระบวนการจัดทำกฎหมายไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ จึงทำให้การปราบปรามการประพฤติมิชอบในวงราชการไม่ได้ผล และทำให้ “สินบน” ในวงราชการของไทย มีรูปแบบที่หลากหลายอยู่ในขณะนี้
หลักคิดในเรื่องนี้ที่เป็นสากล คือ
“ให้ถามตัวเองว่า ถ้าเราไม่ดำรงตำแหน่งราชการนี้ จะได้รับสิ่งนี้หรือไม่ ถ้าตอบว่าไม่ได้ ก็รับไม่ได้”
เช่น ถ้ามีบริษัทแห่งหนึ่งเชิญท่านไปเล่นกอล์ฟด้วยเงินรับรองของบริษัท ท่านต้องถามตัวเองว่า หากท่านไม่ดำรงตำแหน่งนี้ บริษัทจะเชิญหรือไม่ ถ้าหาคำตอบได้ว่า “ไม่เชิญ” ท่านก็ต้อง “ปฏิเสธ” คำเชิญ
ในเรื่องนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นตัดปัญหาการถกเถียง จึงตราเป็นกฎหมายห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐเล่นกอล์ฟและนั่งรับประทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทคู่สัญญาของรัฐ ตั้งแต่ปี 2536
เมื่อเร็วๆ นี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กำหนด “กฎเหล็ก” ต่อต้านคอร์รัปชั่น เช่น
ห้ามขึ้นป้าย ปูพรมแดง หรือมอบช่อดอกไม้แก่คนในรัฐบาล ข้าราชการ และนายทหารระดับสูง ไม่ว่าจะในโอกาสใด
ห้ามใช้จ่ายเงินหลวงอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในระหว่างไปตรวจราชการ ต้องไม่พักโรงแรมหรู
ห้ามคนในรัฐบาล เจ้าหน้าที่ของกรมการเมือง ข้าราชการ และนายทหารระดับสูงใช้สัญญาณไซเรนเพื่อขอทางสะดวกแก่ตน
ให้เวลาหาหลักฐานพิสูจน์ว่ารถหรูราคาแพงกับนาฬิกาแบรนด์ดังที่ใช้อยู่ ท่านได้มาจากไหน? เพราะเหตุใด?
สหรัฐอเมริกากำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญได้ไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐ และกำหนดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ของผู้บังคับบัญชาได้ไม่เกิน 10 เหรียญสหรัฐ และต้องเป็นของที่บริโภคหมดไป (Consumable Goods) ซึ่งอาจกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันติดสินบน “นาย” ด้วย
จากที่กล่าวมา จะเห็นว่าทุกประเทศพยายามหาทางป้องกันคอร์รัปชั่นในเรื่อง “การใช้อำนาจโดยมิชอบ” ที่ชัดเจน ด้วยการกำหนดไว้เป็นกฎหมาย หรือ “ประมวลจริยธรรม” โดยมีบทลงโทษที่ชัดเจน
เรื่องดีๆ ของบ้านเมืองเช่นนี้ สำหรับบ้านเราต้องทำในช่วงที่มี “อำนาจพิเศษ” เท่านั้นครับ







