
ต่างชาติส่อทิ้งบอนด์ชุดชนวนวิกฤต"ตลาดเกิดใหม่"
เริ่มเห็นเค้าลางกันบ้างแล้ว สำหรับความเคลื่อนไหวจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
เริ่มเห็นเค้าลางกันบ้างแล้ว สำหรับความเคลื่อนไหวจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เดินหน้าลดวงเงินที่ใช้ในมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง จนจะยุติการใช้ในที่สุด ขณะที่ เจเน็ท เยลเลน ผู้ว่าการเฟด จะออกมาส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ขณะนี้ถูกตรึงไว้อยู่ในระดับต่ำที่ 0-0.25% จะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปอีกสักระยะหนึ่ง
แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ ธนาคารกลางสหรัฐ ก็ย่อมต้องตัดสินใจค่อยๆ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน หรือที่เรียกกันว่า “โลกกำลังเข้าสู่ยุคของดอกเบี้ยขาขึ้น”
ไม่เพียงแต่เฟดเองที่ต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยและเลิกคิวอีในที่สุด เพราะเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทางธนาคารกลางนิวซีแลนด์เป็นธนาคารกลางแรกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011
ขณะที่เมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารอังกฤษ (บีโออี) ก็ได้ส่งสัญญาณว่าจะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้น แน่นอนว่าไม่มีภูมิภาคใดที่จะเสี่ยงไปมากกว่า “กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่” อีกแล้ว ดังจะเห็นได้จากเมื่อช่วงกลางปี 2013 ที่เพียงแค่เฟดแง้มออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ว่าจะมีการปรับลดมาตราคิวอีก็ทำให้เงินร้อนที่เคยไหลทะลักเข้ามาสู่ทำกำไรในกลุ่มประเทศต ลาดเกิดใหม่ ไหลกลับไปยังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีสัญญาณของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่าง ต่อเนื่อง
ความผันผวนนี้ เห็นได้ชัดกับในกรณีของ ค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่เมื่อช่วงกลางปี 2013 ที่ค่าเงินในหลายตลาดเกิดใหม่ดิ่งลงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียและค่าเงินเรียลของบราซิลที่อ่อนค่าลงถึง 15% ในช่วงเดือน มิ.ย.ส.ค. ปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ส่วนค่าเงินลีราของตุรกีอ่อนตัวลงถึง 10% ขณะที่ค่าเงินรูปีของอินเดียอ่อนลงถึง 20% ในช่วง 3 เดือน จนทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ต้องรีบออกมาตรการเข้าแทรกแซงเพื่อชะลอการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของค่าเงิน
นอกจากปัจจัยเรื่องคิวอีที่จะกระทบต่อ ค่าเงินแล้ว บรรดาผู้จัดการด้านการเงินก็แสดงความกังวลว่า การขยายตัวที่ชะลอตัวลงของประเทศเหล่านี้ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระทบต่อ ค่าเงินอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในเรื่องปัจจัยเสี่ยงจากค่าเงินที่อ่อนตัวลงนั้นยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะค่าเงินที่ผันผวนดังกล่าว จะยังส่งผลต่อกับ “พันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ โดยเมื่อค่าเงินอ่อนลงจะยิ่งเป็นปัจจัยที่เร้าให้นักลงทุน หรือผู้ที่ ถือครองพันธบัตรส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ รีบเทขายทิ้ง เนื่องจากพันธบัตร ที่ถืออยู่ในมือนั้นกำลังมีมูลค่าลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ”
“เมื่อต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มมากขึ้น พันธบัตร ที่เป็นสกุลเงินท้องถิ่นและอัตราแลกเปลี่ยนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด และเราก็จะได้เห็นความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น” ไซมอน คิวจาโนอีวานส์ หัวหน้าด้านงานวิจัยตลาดเกิดใหม่ของคอมเมิร์ซแบงก์ เอจี ในลอนดอน กล่าว
จุดที่น่ากังวลมากขึ้นก็คือ สัดส่วนการ ถือครองพันธบัตรในประเทศตลาดเกิดใหม่ของ นักลงทุนต่างชาตินั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก นั่นหมายความว่าชาวต่างชาติเหล่านี้สามารถ เทขายได้ทุกเมื่อถ้าหากค่าเงินในประเทศนั้นๆ อ่อนค่าลง เฟดยุติคิวอี หรือสหรัฐปรับ ดอกเบี้ยขึ้น
โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป เปิดเผยข้อมูลว่า สัดส่วนการถือครองพันธบัตรใน 12 ประเทศตลาดเกิดใหม่ของนักลงทุนจากของต่างชาตินั้นมีสัดส่วนที่สูงถึง 26% เลยทีเดียวเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 25% เมื่อเดือน ก.พ.
เมื่อแตกแยกย่อยออกมาเป็นแต่ละประเทศ โกลด์แมน แซคส์ พบว่า สัดส่วนการถือครองพันธบัตรสกุลเงินรูเปียห์ในอินโดนีเซียของ นักลงทุนต่างชาติมีอยู่สูงถึง 39% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี
ขณะเดียวกันต่างชาติที่ถือครองหนี้สกุลเงินท้องถิ่นในบราซิลในเดือน เม.ย. อยู่ที่ 19% จากเดิมที่อยู่เพียง 14% ในเดือน พ.ค. 2013 ขณะที่การถือครองพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น ในเม็กซิโก ฮังการี และแอฟริกาใต้ยังคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณหนี้ในประเทศทั้งหมดอีกด้วย
ทั้งนี้ แม้ว่าความผันผวนในเรื่องค่าเงินของหลายประเทศจะเบาบางลงในช่วงไม่กี่เดือน ที่ผ่านมานี้ ทว่านักวิเคราะห์ในหลายสำนักก็เล็งเห็นว่า ความผันผวนของค่าเงินจะต้องหวนกลับมาอย่างแน่นอน
นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก คาดว่า ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ราว 2-3 สกุลเงินจะอ่อนค่าลงภายในปลายปีนี้ เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ นำโดยค่าเงินเปโซของอาร์เจนตินาที่คาดว่าจะอ่อนตัวลงถึง 13% อันเนื่องมาจากอาร์เจนตินามีความเสี่ยงที่จะผิดชำระหนี้ ส่วนค่าเงินเรียลของบราซิลจะอ่อนค่าลง 8% และค่าเงินรูเบิลของรัสเซียจะอ่อนตัวลง 4%
แนวโน้มค่าเงินที่จะอ่อนตัวลงเห็นได้จากนักลงทุนจากต่างชาติก็เริ่มที่จะลดการถือครองค่าเงินบ้างแล้ว โดย กิลเลอร์โม โอสเซส หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ของเอชเอสบีซี โกลบอล แอสเซ็ท แมเนจเมนท์ ในนิวยอร์ก ระบุว่า มีมุมมองเป็นลบต่อการลงทุนสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ในช่วง 2–3 ปีข้างหน้านี้ โดยโอสเซสได้ลดการถือครองค่าเงินในหลายประเทศของยุโรปตะวันออกและค่าเงินเปโซ ของเม็กซิโกแล้ว
เช่นเดียวกับทางด้าน ไมเคิล กานส์ หัวหน้าด้านตลาดเกิดใหม่ พาร์ทเนอร์ ซึ่งดูแลสินทรัพย์ในตลาดพันธบัตรและค่าเงินถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ได้ระบุว่า สินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่นั้นมีความน่าสนใจลดลงและมีความรอบคอบในการลงทุนมากกว่าเดิม
ดังนั้น เมื่อค่าเงินอ่อนตัวลงไม่ว่าจะด้วย เหตุผลจากการยุติของโครงการคิวอีหรือดอกเบี้ยขาขึ้นในสหรัฐ โดยที่แต่ละประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กลับเพิกเฉยต่อการเตรียมพร้อมรับมือ และพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นฐานเศรษฐกิจ อย่างที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พร่ำบอกอยู่ก่อนหน้า จึงไม่น่าแปลกใจถ้าหากนักลงทุนต่างชาติจะ พากันเทขายพันธบัตรในประเทศที่ถือครอง จนส่งผลกระทบลามไปจนถึงสภาพคล่องของ ผู้ออกพันธบัตรและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่เองในที่สุด
และอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่อันตรายยิ่งต่อตลาดเกิดใหม่ในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกลนี้







