
สร้างศักราชใหม่การใช้แรงงานต่างด้าว
ในฉบับที่แล้วผมมีข้อเสนอแนะการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสำหรับแรงงานต่างด้าวทุกอาชีพ (ยกเว้นแรงงานประมง) ใน 3 รูปแบบ ประกอบด้วย
ในฉบับที่แล้วผมมีข้อเสนอแนะการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสำหรับแรงงานต่างด้าวทุกอาชีพ (ยกเว้นแรงงานประมง) ใน 3 รูปแบบ ประกอบด้วย
1.ให้ชะลอการจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไปก่อน แต่ขอให้ใช้นโยบาย “จัดการแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ” โดยเสนอให้มีการนิรโทษกรรมเต็มรูปแบบกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายคือ นายจ้าง ลูกจ้าง (รวมถึงผู้ติดตามที่มาอยู่ในราชอาณาจักร ณ วันที่ประกาศ) เพื่อกวาดล้างมิให้มีการใช้แรงงานผิดกฎหมายในประเทศไทยอีกต่อไป
2.เมื่อพ้นระยะผ่อนผัน (23 เดือน) แล้วให้ทำการเร่งรัดจับกุมนายจ้าง (ลูกจ้าง) ทุกคนที่ยังลักลอบทำงานอยู่หรือพยายามลักลอบเข้ามาใหม่อย่างเข้มงวดจริงจังต่อเนื่อง
3.ในช่วงเวลา 12 ปีนี้จะต้องจัดระเบียบใหม่ในเรื่องของอาชีพ สาขาการผลิต และพื้นที่ที่จะจ้างแรงงานต่างด้าวใหม่ทั้งหมด โดยมีการศึกษาวิจัยเรื่องเหล่านี้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
วันนี้เรามาดูข้อเสนอแนะในการจัดการแรงงานกันเพิ่มเติมนะครับ
การจ้างแรงงานต่างด้าวในจังหวัดชั้นใน ควรเป็นไปตามความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติในเรื่องอาชีพ โดยอาศัยผลการศึกษามาสนับสนุนว่าจังหวัดไหน อาชีพอะไรที่ควรอนุญาตให้มีการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานได้มากน้อยเท่าใด เช่น อาจจะไม่อนุญาตให้มีการจ้างแรงงานต่างด้าวในบางจังหวัดทั้งจังหวัดแบบถาวร ทำให้เป็นจังหวัดสีขาวไร้ต่างด้าว เป็นจังหวัดปลอดต่างด้าวถาวร เพื่อความสะดวกในการบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น
พื้นที่ชายทะเล หรือจังหวัดชายทะเล 22 จังหวัด ควรเป็นพื้นที่ที่ต้องจัดระเบียบในเรื่องของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเลี้ยงกุ้ง การเลี้ยงปลา รวมทั้งการทำประมงทะเล และกิจการต่อเนื่องจากประมงให้ครบวงจร ทั้งนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประมงเหล่านี้ ทำให้ไทยต้องมีปัญหากับต่างประเทศมาตลอด เช่น เป็นประเทศที่ถูกกำหนดให้ถูกเฝ้าระวังเป็นพิเศษด้านการบังคับใช้แรงงาน หรือการค้ามนุษย์ เป็นต้น
ผมจึงเสนอให้จัดทำเป็นโครงการพิเศษแยกออกมาจากการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวโดยทั่วไป เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้รวดเร็ว เป็นรูปธรรม ในแบบบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการถูกกล่าวหาว่า “ค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงานเด็ก” โดยพิจารณานำ “สมุทรสาครโมเดล” มาพิจารณาอีกครั้ง หลักการคือ ให้สมาคมธุรกิจต่างๆ สมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมประมง ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างจริงจัง มีรูปแบบการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับภาวะตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ การจัดระเบียบแรงงานในสวนยาง สวนปาล์มและสวนผลไม้อยู่ห่างไกลลับตาผู้คน (Behind the Closedoor) เช่น จังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ ควรจะได้พิจารณาเป็นพิเศษอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อจะให้เกิดความโปร่งใสในการจ้างแรงงานต่างด้าวในกิจการดังกล่าว และสำหรับการจ้างแรงงานเป็นครอบครัวภาคการเกษตร เช่น ในกิจการสวนยาง การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น (ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล) อาจจะต้องพิจารณารูปแบบการจ้างแตกต่างจากแรงงานในสาขาอุตสาหกรรมหรือบริการหรือไม่อย่างไร เช่น อาจจะเปิดโอกาสให้มีการจ้างแรงงานเป็นครอบครัวได้ เนื่องจากเป็นการสร้างแรงจูงใจให้อยู่นาน เป็นต้น
4.ควรใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงรูปแบบองค์กรในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของกรมการจัดหางานให้มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน โดยยกระดับสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวให้มีสถานะเทียบเท่ากรม มีฝ่ายต่างๆ ที่ครอบคลุม เพิ่มจำนวนบุคลากรให้เพียงพอจากเดิมมีข้าราชการอยู่ 45 คน ให้เพิ่มขึ้น 10 เท่า คือ 50 คน รับผิดชอบฝ่ายต่างๆ และเพิ่มจำนวนลูกจ้างจากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 50 คนที่ทำหน้าที่ในการจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศ เป็นประมาณ 100 คน โดย 50 คนที่เพิ่มขึ้นกระจายไปอยู่ตามกองหรือฝ่ายต่างๆ เป็นต้น
5.ควรมีการจัดงบประมาณที่เพียงพอในการบริหารจัดการ เช่น ปีละ 200300 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งได้มาจากเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ได้จากการจดทะเบียนหรือต่ออายุแรงงานต่างด้าวโดยรัฐสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ให้มีเงินงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่ออนุกรรมการด้านต่างๆ เช่น ด้านการจับกุม การปราบปราม การส่งกลับ (โดยใช้เงินจากกองทุนส่งกลับ ตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2551) ด้านประชาสัมพันธ์ ด้านอำนวยการ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแรงงานและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ไม่อยากให้จำกัดเฉพาะแรงงานจาก 3 ประเทศ คือ พม่า กัมพูชา และลาว แต่ยังมีแรงงานจากประเทศอื่นๆ ที่พร้อมจะทำงาน เช่น เวียดนาม บังกลาเทศถ้ามีนายจ้างชัดเจนและมีกระบวนการที่ดีและถูกต้องมิเช่นนั้น ถ้ามีเหตุการณ์แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านตื่นตระหนกกลับประเทศจำนวนมากจนมีผลกระทบกับผู้ประกอบการไทยก็จะเกิดขึ้นอีกได้







