
ยึดผลงาน-ไม่เล่นเส้น พล.ต.อ.ชัชวาลย์
จากเด็กชายที่วิ่งเล่นตามทุ่งนาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พ่อแม่จับส่งเข้ากรุงเทพมหานครฝากไว้กับพระที่วัด
จากเด็กชายที่วิ่งเล่นตามทุ่งนาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พ่อแม่จับส่งเข้ากรุงเทพมหานครฝากไว้กับพระที่วัดเบญจมบพิตร อยู่วัดได้นาน 7 ปีเศษรับใช้พระสงฆ์เป็นเด็กวัด ก่อนเปลี่ยนแปลงชีวิตของ “เปี๊ยก” หรือชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เมื่อสอบตรงเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานได้สำเร็จในรุ่นที่ 30
เรียนจบออกมาจากรั้วสามพราน ชีวิตราชการสีกากีได้นำพา “เปี๊ยก” กลายเป็น “บิ๊กเปี๊ยก” จนถึงทุกวันนี้ เพราะจากเด็กวัดคนนั้นเขาคือ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่วันนี้ใส่สูทผูกไท เข็มหมุดปักโลโก้ “DSI” ที่อกด้านซ้าย เมื่อมารับหน้าที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนใหม่ถอดด้าม
ไม่เท่านั้น พล.ต.อ.ชัชวาลย์ คือแคนดิเดตคนสำคัญในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนที่ 10 เบอร์หนึ่งแห่งรั้วปทุมวัน ตำแหน่งสูงสุดของสีกากี ที่ตำรวจทุกนายอยากได้ครอบครอง เพื่อสร้างเกียรติภูมิให้กับตัวเอง
โพสต์ทูเดย์ถามตรงๆ เหลืออีก 1 ปี ในอายุราชการ อยากนั่งเก้าอี้ตัวไหน อยากทำงานที่ใด เพราะทั้งสองแห่งทั้งดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล้วนแต่เป็นองค์กรที่จะขับเคลื่อนประเทศเหมือนกันทั้งสิ้น
“ผมเลือกไม่ได้ แต่ผมเป็นคนทำงานและพร้อมจะทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา หากคำสั่งนั้นเห็นว่าผมยังเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ผมพูดเสมอว่าเป็นรอง ผบ.ตร. ผมก็ดีใจมากแล้ว ตำแหน่ง ผบ.ตร.ก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เป็น อาวุโสก็ไม่ใช่ อีกอย่างการเมืองที่ผ่านมาก็รู้กันอยู่ว่าใครเป็นใคร คนไหนจะได้ขึ้น เพราะฉะนั้นผมหมดสิทธิ
...แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน ชื่อผมขึ้นมาก็ดีใจ ได้ขึ้นมาทำงานตำแหน่งสูงๆ ทั้งอธิบดีดีเอสไอและยังมีชื่อลุ้น ผบ.ตร.อีก มันก็เป็นธรรมดา แต่หากไม่ได้ทั้งสองแห่ง ผมก็ต้องเสียใจแน่ๆ ไม่ต่างจากเด็กได้ขนมมา แล้วถูกดึงกลับ” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ชี้แจง
“บิ๊กเปี๊ยก” บอกอีกว่า ที่ผ่านมาในชีวิตราชการตำรวจก็ถือว่าภาคภูมิสำหรับตัวเองแล้ว เดินไปไหนไม่อายใครเพราะไม่เคยไปคดโกงใครมา สำคัญที่สุดคือเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน สมดั่งปรารถนาและได้รับราชการตำรวจทำงานเพื่อสังคมอย่างที่ตั้งใจเพียงเท่านี้ก็เพียงพอ
“แต่ลึกๆ แล้วก็หวังอยากจะเติบโตให้ถึงที่สุด (หัวเราะ) เมื่อมีโอกาสมีความสามารถในการทำงานก็อยากจะไปให้ถึงที่สุด เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมเป็นตำรวจใหม่ พูดกับตัวเองเสมอว่าต้องพยายามเดินให้ถึงรั้วปทุมวันให้ได้ เมื่อคิดเมื่อพูดกับตัวเองก็ต้องหาคำตอบว่าทำอย่างไรถึงจะไปนั่งเก้าอี้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ได้ มันก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด และท้ายที่สุดแล้วผลงานของเราก็จะตอบคำถามในวัยเด็กของเราเองนั่นคือ ผมก้าวขึ้นมาเป็นถึงนายพลตำรวจเอกได้ เพราะความสามารถของตัวเอง”
กระนั้นก็ตาม ยืนยันจากปากของ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ว่าจะไม่เสียใจ หากไม่ได้เป็นดั่งหวัง แต่พร้อมจะทำงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ทุกวันทุกวินาทีมีค่าสำหรับคนทำงาน และจะเป็นเช่นนั้นจนถึงวันที่ถอดเครื่องแบบเกษียณราชการออกไป
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของตำรวจถูกลิดรอนในแง่ลบจากสังคมเป็นอย่างมาก แต่ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ชี้แจงว่า องค์กรตำรวจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เพียงแต่คนคนเท่านั้นที่ทำองค์กรไปผิดที่ผิดทาง เรื่องฝีมือการทำงานไม่ได้ด้อยแม้แต่นิด เพราะงานของตำรวจเป็นของตำรวจเท่านั้น แต่ปัญหาอยู่ที่ตำรวจที่ดีมีผลงาน หากไม่มีเส้นสายพรรคพวกก็ยากจะเติบโต เรียกว่ามันไม่ใช่ลูกรัก
“มีผลงานแต่ไม่ได้โปรโมท ตำรวจดีมันก็น้อยใจ จะทำงานดีไปทำไม ทำไปก็ไม่ก้าวหน้า มันสะท้อนไปถึงความสามัคคีภายในองค์กรอีก เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายมันถึงไม่เป็นธรรม คนไม่ทำงานแต่ไลน์ดีก็ไปไกล คนทำงานไม่มีพวกกลับตกต่ำหรือย้ำอยู่กับที่ มันก็ไม่เข้าพวกกัน ถ้าจะเปลี่ยนต้องเปลี่ยนตรงนี้ อย่าให้อำนาจจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงตำรวจได้เด็ดขาด
สิ่งที่องค์กรตำรวจได้รับผลกระทบมากที่สุด คือการถูกแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายจากภายนอก ทำให้คนในองค์กรเริ่มไม่มั่นใจกับผู้นำขององค์กร ฉะนั้นสิ่งที่ต้องแก้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือการบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนเรื่องโครงสร้างคือกระจายอำนาจ ต้องมีอำนาจจริงๆ ทุกวันนี้กระจายอำนาจมันเหมือนกับไม่จริง พอมอบอำนาจให้ผู้บัญชาการแต่ละที่แต่ละภาคแล้ว แต่ถึงเวลาการแต่งตั้งโยกย้าย ผู้บัญชาการไม่มีอำนาจเต็ม จะดึงคนทำงานจริงมาก็ไม่ได้ ทุกอย่างยังรวมอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องกระจายให้ได้” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ร่ายยาว
ตัวตนของ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ คงไม่มีใครรู้ดีเท่าเจ้าตัว หลังจากเป็นบิ๊กตำรวจที่เงียบมานานหลายยุค มาถึงวันนี้โดดเด่นขึ้นมาหลังการมีอำนาจของท็อปบู๊ต บนความไว้วางใจให้มา กอบกู้ดีเอสไอ ขึ้นมาให้เป็นความหวังของคนในสังคม พล.ต.อ.ชัชวาลย์ จึงเต็มใจที่จะทำหน้าที่นี่ให้ดีที่สุด
หันมาดูอีกด้าน ด้วยวัยย่างก้าว 59 ปี พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ยังดูแข็งแรงสมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หากมีเวลาว่าง “บิ๊กเปี๊ยก” จะไม่เฉย เร่งรีบออกกำลังกายทันที ทั้งหมดก็เพื่อสุขภาพ กีฬาโปรดหนีไม่พ้นการว่ายน้ำและตีกอล์ฟ โดยเฉพาะอย่างหลังที่ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ หลงรัก
“พี่เล่นกอล์ฟแบบสนุกสนานนะ ไม่ใช่เล่นแบบเครียดๆ หลุมละเป็นหมื่นบาทพี่ไม่เล่น เล่นเอาเหงื่อมากกว่า” เสียงหัวเราะอีกครั้งจาก พล.ต.อ.ชัชวาลย์ พร้อมย้ำว่า เคยมีปัญหาเรื่องหัวเข่า แต่พอมาเล่นกอล์ฟก็จะได้เดินบ่อยขึ้นระหว่างหลุม อาการปวดเข่าก็หายไป
นอกจากออกกำลังกายในฐานะที่เป็นนายตำรวจยังสนใจเรื่องพระพุทธศาสนา แต่ไม่ถึงขนาดที่เป็นเซียนพระเครื่องอย่างเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจอย่าง “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น. แต่จะศึกษาและมีหลวงพ่อคล้องคอ เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจไว้เพียงไม่กี่องค์เท่านั้น
“อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะครบ 12 ปี ดีเอสไอ ผมจะสร้างเหรียญพระจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นบุญกุศลโดยจะมอบให้กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และผู้ที่สนใจ ถ้าพี่ยังได้นั่งต่อนะ แต่ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำ หวังว่าก็คงสำเร็จ อีกอย่างเพื่อให้ยึดเหนี่ยวคนในองค์กรให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วย” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าว
ทิ้งทวนบทสนทนาของ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ จากใจของชายสีกากี ที่วันนี้มาทำหน้าที่หัวเรือใหญ่ของดีเอสไอ ย้ำชัดเจนว่า “ตราบเท่าที่ผมทำงานที่นี่อยู่ ตำแหน่งอื่นผมจะไม่คิดถึงมันดีเอสไอแบบเดิมจะไม่เอาแล้ว องค์กรต้องเป็นความหวังของประเทศได้ ต้องเดินหน้าอย่างที่ถูกที่ควร”







