
ชงตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุ
สปสช.ของบ800ล.ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผุดศูนย์สุขภาพคนแก่พิการป่วยเรื้อรัง
สปสช.ของบ800ล.ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผุดศูนย์สุขภาพคนแก่พิการป่วยเรื้อรัง
สปสช.ชงทหารตั้งกองทุนใหม่เอี่ยม จ่อผุดศูนย์พัฒนาคุณภาพทุกตำบล
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว (Long term Care) โดยจะใช้งบประมาณจาก 2 ส่วน คือ รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เบื้องต้นจะขอให้รัฐบาลอุดหนุน 800 ล้านบาท
สำหรับกองทุนดังกล่าว จะดูแลกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยเรื้อรังบางโรค ผ่านการจัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกตำบลทั่วประเทศ โดยศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตมีภารกิจสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย1.เป็นศูนย์ข้อมูลและฝึกอบรมอาสาสมัครและผู้ช่วยดูแลผู้ป่วย 2.เป็นศูนย์บริหารจัดการการดูแลกลุ่มเป้าหมายในภาพรวม 3.เป็นศูนย์จัดบริการแก่กลุ่มเป้าหมายที่สามารถเดินทางมารับบริการได้ในลักษณะมาเช้าเย็นกลับ
นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สามารถแบ่งกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.กลุ่มติดเตียง เป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถขยับตัวไปมาได้ ญาติพี่น้องลำบากในการดูแล 2.กลุ่มติดบ้าน เป็นผู้ป่วยที่ขยับตัวไปมาได้บ้าง แต่ไม่สามารถเดินทางไปพบแพทย์ได้ 3.กลุ่มติดสังคม เป็นผู้ป่วยที่ยังสามารถเดินทางได้
นพ.ประทีป กล่าวว่า ปัจจุบันระบบถูกออกแบบมาให้กลุ่มติดสังคมได้รับประโยชน์เท่านั้น ส่วนผู้ป่วยกลุ่มติดเตียงและติดบ้าน ซึ่งอยู่ในภาวะพึ่งพิงไม่สามารถดูแลตัวเองได้กลับเข้าไม่ถึงบริการ ดังนั้นการตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกตำบลจะช่วยให้ผู้ป่วยสองกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์โดยตรง
นพ.ประทีป กล่าวอีกว่า ทีมวิชาการได้ออกแบบการให้บริการสำหรับแต่ละกลุ่มเป้าหมายแล้ว โดยพิจารณาจากความต้องการ ความจำเป็น การฟื้นฟูศักยภาพทางการแพทย์ อุปกรณ์ช่วยเหลือ รวมถึงการปรับสภาพแวดล้อมและจิตใจ
“กองทุนดูแลผู้สูงอายุจะใช้ไปทั้งในส่วนของการลงทุนบริหารจัดการศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นเบี้ยเลี้ยงอาสาสมัครที่ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยและการดำเนินการอื่นๆ โดยค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย 1 ราย ประมาณ 2 หมื่นบาท/ปี” นพ.ประทีป กล่าว
นพ.ประทีป กล่าวว่า ผู้สูงอายุยังคงใช้สิทธิรักษาพยาบาลของบัตรทองและบางรายยังคงได้รับบำนาญชราภาพจากสำนักงานประกันสังคม ซึ่งจะไม่ทับซ้อนกับหน้าที่ของกองทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งหากยังไม่จัดวางระบบบริการให้กับกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม ก็จะสูญเสียงบประมาณอีกมหาศาลไม่ต่ำกว่าปีละแสนล้านบาท
ทั้งนี้ วันที่ 22 ก.ค. จะมีการประชุมใหญ่ปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งจะได้ข้อสรุปก่อนเสนอ คสช.ต่อไป







