
ฟองสบู่?
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดหุ้นสหรัฐเมินเฉยต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่ประกาศออกมาอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน เมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งปรากฏว่าปรับลดลงไปถึง –2.9% แต่ทว่าตลาดทุนของสหรัฐกลับไม่ให้น้ำหนักนักและนักลงทุนยังคงเข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นไปได้กว่า 50 จุดครับ
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดหุ้นสหรัฐเมินเฉยต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่ประกาศออกมาอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน เมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งปรากฏว่าปรับลดลงไปถึง –2.9% แต่ทว่าตลาดทุนของสหรัฐกลับไม่ให้น้ำหนักนักและนักลงทุนยังคงเข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นไปได้กว่า 50 จุดครับ
แน่นอนว่าสภาพเช่นนี้ทำให้ดูเหมือนว่าตลาดทุนสหรัฐกำลังกลายเป็นตลาดทุนเทฟรอน ไปแล้วดังที่เคยรับใช้ท่านผู้อ่านมาหลายต่อหลายครั้ง ว่านักลงทุนกำลังไม่ให้น้ำหนักต่อความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจเท่าใดนัก แต่กลับไปให้ความสำคัญกับตัวเลขในกระดานซื้อขายมากกว่า
อย่างก่อนหน้านี้ แม้ว่าสถานการณ์ในอิรักจะดูรุนแรง แต่ในท้ายที่สุดตลาดทุนสหรัฐก็ยังปรับขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงราคาน้ำมันที่ดูจะผ่อนคลายพอสมควรเช่นกัน
นั่นเป็นเพราะว่า ประการแรกก็คือ แม้ว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาสแรกจะติดลบมากเหนือความคาดหมาย แต่นักลงทุนมองว่าไม่มีอะไรใหม่ เพราะกระทรวงพาณิชย์ยังอ้างปัจจัยลบเดิมๆ คือสภาพอากาศที่เลวร้ายในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบชั่วคราว
ประการต่อมาคือ ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ โดยรวมนั้นยังคงเป็นไปได้ดีกว่าเดิม เช่น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ดีขึ้น รวมไปถึงผลประกอบการของเอกชนสหรัฐที่ในภาพรวมถือว่าน่าพอใจ
ยิ่งไปกว่านั้นต้องไม่ลืมว่า ตลาดทุนกลายเป็นตลาดแห่งความหวังที่ประชาชนทั่วไปเข้ามาลงทุนกันมากขึ้น และบรรยากาศทางเศรษฐกิจในสหรัฐขณะนี้ก็ถือว่ามีความหวังมากที่สุดในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมานี้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทิศทางของหุ้นจะมีความแข็งแกร่งในระยะนี้
แต่กระนั้นก็ตาม ก็ไม่วายที่จะเกิดความวิตกกังวลขึ้นว่า ตลาดหุ้นสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะฟองสบู่หรือไม่ ในเมื่อนักลงทุนกำลังเมินเฉยกับตัวเลขข้อมูลทางเศรษฐกิจและมุ่งหน้าที่จะทำกำไรจากการลงทุนกันอย่างเดียว
ก็เป็นเรื่องน่าคิดครับ แต่ถ้าพิจารณาถึงความเป็นไปได้นั้นก็ต้องบอกว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่งพอสมควรและยังห่างไกลกับคำว่าฟองสบู่ ยิ่งเห็นได้จากตัวเลขการลงทุนตรงในสหรัฐที่กลายมาเป็นอันดับ 1 ของโลกตั้งแต่เมื่อปี 2013 แล้ว ซึ่งหมายความว่า ภาคการผลิตกำลังหวนกลับแผ่นดินอเมริกามากขึ้นแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นการเสริมสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐได้อย่างดีทีเดียว
แต่ก็ไว้ใจไม่ได้เสียทีเดียวครับ สหรัฐและโลกยังมีความเสี่ยงจากปัญหาในยุโรปที่มีความเสี่ยงว่าจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจจีนก็เชื่องช้านานเกินไปแล้วครับ







