
โครงการพยุงราคาผลผลิตทางการเกษตร
ผมเห็นข่าวการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 13 ที่ผ่านมา รู้สึกสบายใจที่ท่านพูดว่า ท่านจะไม่เอาโครงการรับจำนำข้าว แต่จะช่วยชาวนาลดต้นทุนการผลิตแทน
ผมเห็นข่าวการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 13 ที่ผ่านมา รู้สึกสบายใจที่ท่านพูดว่า ท่านจะไม่เอาโครงการรับจำนำข้าว แต่จะช่วยชาวนาลดต้นทุนการผลิตแทน
ที่บอกว่าสบายใจ เพราะเข้าใจว่าการรับจำนำข้าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะไม่เอานั้น คือการรับจำนำข้าวราคาแพงกว่าราคาตลาด 40% ของพรรคเพื่อไทยสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งความจริงแล้วการรับจำนำแบบนี้ไม่น่าจะเรียกว่าโครงการรับจำนำข้าว แต่น่าจะเรียกว่าโครงการรับซื้อข้าวมากกว่า
เหตุผลก็คือ การรับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดถึง 40% นั้น เมื่อชาวนาได้รับเงินไปแล้วย่อมไม่กลับมาไถ่ถอนข้าวที่จำนำไว้คืนอย่างแน่นอน ข้าวที่รัฐบาลรับจำนำไว้ทั้งหมดจึงตกเป็นข้าวของรัฐบาล เสมือนการรับซื้อข้าวนั่นเอง
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจะไม่เอาโครงการรับจำนำข้าวแบบซื้อขาด จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนผู้เสียภาษี และมิให้ระบบนี้เข้าไปทำลายโครงสร้างการค้าข้าวของประเทศอย่างถาวรในอนาคต เพราะถูกรัฐบาลผูกขาดแต่ผู้เดียว
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการรับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดมาสต๊อกไว้รอการจำหน่ายออกไป ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนสถานะของตนเองจากการเป็นเจ้าหนี้รับจำนำมาเป็นพ่อค้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของประเทศหรือของโลกก็ว่าได้
แต่การทำหน้าที่พ่อค้าข้าว รัฐบาลต้องทำตั้งแต่การรับจำนำหรือซื้อข้าวจากชาวนาทั้งประเทศมาเก็บไว้ในสต๊อก ต้องหาสถานที่เก็บรักษาข้าวในสต๊อก ต้องดูแลรักษาข้าวไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ไม่ให้มอด แมลง มด หนู และนกเข้าไปทำความเสียหาย ต้องทำประกันภัยสต๊อกข้าวทั่วประเทศ ต้องบริหารสภาพคล่องหาเงินมาใช้หมุนเวียนรับซื้อข้าวปีละ 1 แสนกว่าล้านบาท และสุดท้ายต้องรับความเสี่ยงทั้งหลายเอง ถ้าขาดทุนก็ต้องรับไว้เอง
สรุปแล้วรัฐบาลแย่งธุรกิจและกิจกรรมทั้งหลายในการบริหารจัดการธุรกิจการค้าข้าวจากพ่อค้าคนกลาง โรงสี และผู้ส่งออกมาทำเอง โดยใช้บริการของข้าราชการหลายหน่วยงาน ซึ่งขาดความรู้และประสบการณ์ในการค้าขาย เพราะเป็นข้าราชการไม่ใช่ผู้บริหารธุรกิจในภาคเอกชนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการค้าข้าวมานานหลายสิบปีมาเป็นผู้บริหารโครงการ
แต่ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้โครงการนี้เสียหายหลายแสนล้านบาท คือการตั้งเป้าหมายและกำหนดยุทธศาสตร์ที่รัฐจะเข้าไปผูกขาดการค้าข้าวของประเทศ เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางการค้าและราคาข้าวที่ค้าขายกันในตลาดโลก ทั้งๆ ที่ข้าวเป็นสินค้าโภคภัณฑ์และเป็นสินค้าเกษตรที่ให้ผลผลิตในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือนก็เก็บเกี่ยวได้ ทั้งยังสามารถปลูกได้ในหลายประเทศ หลายภูมิภาคทั่วโลก และไทยเองถึงจะเป็นผู้ส่งข้าวออกไปจำหน่ายรายใหญ่ในตลาดโลก แต่ก็มิใช่ผู้ผลิตข้าวรายใหม่เหมือนบางประเทศ เช่น จีนหรืออินเดีย ที่สามารถจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาข้าว
ความเสียหายที่เกิดจากโครงการนี้หลายแสนล้านบาท จึงมิได้เกิดขึ้นจากเจตนาที่จะทำให้ขาดทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างที่นักการเมืองบางคนที่รับผิดชอบโครงการนี้อ้าง แต่เกิดจากการกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ผิดพลาด ความอ่อนด้อยในการบริหารจัดการและการทุจริตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างที่ทราบกันดีไม่ต้องขยายความมาก
อย่างไรก็ดี ถึงการไม่เอาโครงการนี้จะเป็นนโยบายที่ถูกต้อง โดย พล.อ.ประยุทธ์ แถลงว่าจะไม่เอาโครงการ “รับจำนำข้าว” แต่ถ้าจะให้ดีอยากให้ท่านไม่เอาเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวราคาสูงกว่าราคาตลาดเท่านั้น เพราะการรับจำนำทั้งสองแบบนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง และในอนาคตอันใกล้สำหรับฤดูการผลิตใหม่ คสช.อาจจำเป็นต้องใช้ระบบการรับจำนำข้าวในความหมายที่แท้จริง มาใช้เสริมโครงการให้ความช่วยเหลือลดต้นทุนการผลิตให้ชาวนา เพราะการใช้เงินช่วยเหลือแก่ชาวนาเพื่อลดต้นทุนการผลิตมาตรการเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นพอที่ครองชีพอยู่ได้
ที่พูดอย่างนี้ เพราะวิสัยพ่อค้านั้นย่อมต้องการทำกำไรจากการค้าสูงสุดในทุกโอกาส โดยเฉพาะเมื่อทำการค้ากับคู่ค้าที่มีอำนาจต่อรองต่ำกว่าอย่างชาวนา ถ้า คสช.จ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,700 บาท หรือเท่าไรก็ตามเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตอย่างที่เป็นข่าว แทนที่ชาวนาจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะได้รับเงินช่วยซื้อปัจจัยการผลิตจากรัฐบาล ชาวนาอาจมีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ถ้าพ่อค้าขอลดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาลงโดยอ้างว่าต้นทุนการผลิตของชาวนาลดลง เพราะในธุรกิจการค้าข้าวนั้น กล่าวกันว่า 5 ปี อำนาจต่อรองอยู่ในมือผู้ซื้อ แค่ 1 ปีเท่านั้นที่อำนาจต่อรองจะตกอยู่ในมือของผู้ขาย
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือชาวนาทั้งต้นน้ำ คือ ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ และปลายน้ำ คือ ช่วยผลักดันให้ราคาข้าวในตลาดสูงขึ้นคู่ขนานกันไป
มาตรการแทรกแซงตลาดเพื่อผลักดันให้ราคาข้าวสูงขึ้นที่นานาประเทศใช้กันเป็นปกติมานานแล้ว คือ การรับจำนำผลผลิตจากเกษตรกรในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 515% เพื่อดึงปริมาณข้าวจำนวนหนึ่งออกจากตลาดในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำ เมื่อปริมาณข้าวที่ค้าขายกันในตลาดลดลง ราคาข้าวก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามหลักซัพพลายและดีมานด์
เมื่อราคาข้าวสูงขึ้นและต้นทุนการผลิตต่ำลง ชาวนาก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่น้อยไปกว่าโครงการรับจำนำข้าวแบบซื้อขาดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หรือโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ชาวนาคุ้นเคย
การรับจำนำข้าวแบบนี้ ไม่เพิ่มภาระในการบริหารจัดการข้าวให้รัฐบาลเหมือนโครงการรับจำนำแบบซื้อขาด การค้าขายข้าวยังเดินไปเป็นปกติตามกลไกตลาด รัฐบาลไม่ต้องทำตัวเป็นพ่อค้าข้าวเสียเอง แต่ทำหน้าที่ช่วยเหลือชาวนาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนผู้เสียภาษีทั้งประเทศ ด้วยการรับจำนำข้าวแบบปกติเพื่อพยุงราคา และเก็บข้าวที่รับจำนำไว้ชั่วคราวเป็นหลักประกันการรับจำนำข้าวจากชาวนาเท่านั้น
การรับจำนำแบบนี้ โอกาสที่จะเกิดความรั่วไหลและทุจริตจึงน้อย เพราะขั้นตอนการดำเนินการเชิงธุรกิจของภาคราชการสั้น ต่างจากการรับจำนำแบบซื้อขาด ซึ่งทางราชการเข้ามาเกี่ยวพันด้วยตั้งแต่ต้นจนจบ หรือจบไม่ลงเพราะต้องบริหารงานเองเหมือนพ่อค้า
นอกจากนั้น โอกาสที่จะเกิดความเสียหายก็น้อย เพราะถ้าเกษตรกรไม่ไถ่ถอนข้าวที่จำนำไว้ รัฐบาลสามารถที่จะจำหน่ายข้าวได้เองโดยไม่ขาดทุน เพราะต้นทุนข้าวที่รับจำนำไว้เดิมราคาใกล้เคียงกับราคาตลาด ไม่ใช่สูงกว่าราคาตลาดถึง 40% เหมือนโครงการรับจำนำราคาสูงกว่าตลาดของรัฐบาลที่แล้ว และเมื่อสามารถขายข้าวที่รับจำนำไว้เร็ว โอกาสที่จะขาดสภาพคล่องไม่มีเงินทุนหมุนเวียนจ่ายชาวนาเหมือนโครงการรับจำนำราคาสูงกว่าตลาดจึงค่อนข้างต่ำ
ดังนั้น จึงอยากให้ คสช.พิจารณาจำกัดการไม่เอาโครงการรับจำนำ เฉพาะการรับจำนำราคาสูงกว่าตลาดเท่านั้น และใช้กลไกการรับจำนำปกติซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ถูกนำมาใช้ในทุกประเทศที่ต้องดูแลทุกข์สุขของเกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ และมีอำนาจต่อรองต่ำ หรือใช้เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศ เพื่อพยุงราคาผลผลิตทางการเกษตรโดยการแทรกแซงตลาด ถึงผลผลิตออกจากตลาดด้วยการรับจำนำผลผลิตในราคาต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย ช่วงที่ผลผลิตราคาตกต่ำ ให้เกษตรกรมีทางเลือกที่จะจำหน่ายผลผลิตออกไป หรือชะลอการจำหน่ายผลผลิตไว้ก่อนจนกว่าราคาจะดีขึ้นค่อยมาไถ่ถอนผลผลิตออกไปจำหน่าย
ที่จำเป็นต้องใช้มาตรการรับจำนำเสริมมาตรการให้เงินเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการผลิตนั้น เนื่องจากลำพังการช่วยเหลือด้านลดต้นทุนอย่างเดียว เป็นการช่วยเหลือต้นน้ำ ไม่สามารถผลักดันให้ราคาผลผลิตสูงขึ้นเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกระบวนการปลายน้ำ เพราะสินค้าเกษตรเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาผันผวนตลอดเวลาด้วยเหตุปัจจัยมากมายหลายอย่าง เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ และสินค้าทดแทน เป็นต้น
ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลางที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่า ที่จะขอลดราคาผลผลิตที่รับซื้อจากเกษตรกร โดยอ้างว่าต้นทุนการผลิตของชาวนาลดลงเพราะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล จึงควรลดราคาผลผลิตลงมาด้วย
ถ้าท่านไม่ชอบคำว่าโครงการรับจำนำข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือยางพารา เพราะอาจสับสนกับโครงการรับจำนำแบบซื้อขาดของรัฐบาลที่แล้ว ที่สร้างความเสียหายให้รัฐมากมาย จะเปลี่ยนชื่อโครงการเสียใหม่ว่า โครงการพยุงราคาผลผลิตทางการเกษตรก็ได้ ฟังดูดีกว่าและไม่ทำให้สับสนด้วย
ไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์ครับถ้าจะเอาไปใช้







