
ไทยแจงสิทธิมนุษยชนฯยันคสช.จำเป็นคุมสถานการณ์
ปลัด กต.แจง สิทธิมนุษยชนฯยัน คสช. จำเป็นควบคุมสถานการณ์หวั่นคนในชาติเผชิญหน้า
ปลัด กต.แจง สิทธิมนุษยชนฯยัน คสช. จำเป็นควบคุมสถานการณ์หวั่นคนในชาติเผชิญหน้า
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงตอบข้อซักถามกับประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยระหว่างการประชุม นายสีหศักดิ์ ได้เล่าให้ที่ประชุมฟังถึงการปฎิบัติตามข้อเสนอแนะเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน ในประเด็นปัญหาสำคัญหลายประการ อาทิ เรื่องการค้ามนุษย์ สิทธิเด็กและสตรี เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้รายงานสถานการณ์ทางการเมืองให้ที่ประชุมรับทราบถึงเหตุผลและความจำเป็นของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ เพราะสภาพการเมืองไทยก่อนวันที่ 22 พ.ค.นั้น เป็นไปโดยความยุ่งยาก ระบบการเมืองไม่สามารถทำงานได้ ประชาชนมีความขัดแย้งถึงขั้นเตรียมเผชิญหน้ากัน ถ้าหากปล่อยสถานการณ์เป็นเช่นนั้นต่อไป อาจจะเกิดความรุนแรงหรือทำให้รัฐไทยเข้าสู่ภาวะล้มเหลวได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการควบคุมสถานการณ์แล้ว คสช.ได้ออกแนวทาง 3 ขั้นตอน ที่จะนำไทยไปสู่ความปรองดองและความเป็นประชาธิปไตย โดยขั้นตอนแรก คือ การสร้างความปรองดองแห่งชาติ จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ขั้นที่สอง จะเริ่มการปฎิรูป มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรักษาการ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ก่อนที่จะไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย คือ การเลือกตั้งเพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
“อยากจะขอให้มิตรประเทศทั้งหลายให้ความร่วมมือและอยู่กับเราในการสร้างสรรค์ความเป็นประชาธิปไตย ทุกประเทศสามารถแสดงความห่วงกังวลได้ ถ้าหากท่านมีความห่วงกังวลประเทศไทยจะไม่หายไปจากแผนที่โลกแน่นอน เราเป็นสังคมเปิด เราก็ยังเปิดอยู่และสถานการณ์ปัจจุบันก็กลับคืนสู่ความปกติ” นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า
จากนั้นผู้แทนจากประเทศต่างๆได้ซักถามและแสดงความคิดเห็น โดยประเทศที่มาจากเอเชียและกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ลาว สิงคโปร์ และบังคลาเทศ ต่างได้แสดงความเข้าใจในสถานการณ์ของไทยและหวังว่าแผนการปฎิรูปทางการเมืองของไทยจะดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่ได้กำหนดไว้
ขณะที่ผู้แทนจากประเทศตะวันตก เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และผู้แทนองค์กรเอ็นจีโอหลายแห่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของไทยหลังจากที่มีการรัฐประหารแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการเรียกบุคคลเข้ารายงานตัวและการดำเนินคดีของศาลทหารภายใต้กฎอัยการศึกนั้น จะกระทบกระเทือนต่อแผนการในการปฎิบัติตามข้อแนะนำเรื่องสิทธิมนุษชนเป็นอย่างมาก
ด้านผู้แทนขององค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยอาญากรรมทางคอมพิวเตอร์และกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง อยากให้ผู้แทนไทยชี้แจงประเด็นนี้ให้กระจ่าง นอกจากนี้ ยังมีคำถามจากผู้เข้าร่วมประชุมอื่นๆ เกี่ยวกับการปฎิบัติต่อการใช้เครือข่ายโซเซียลมีเดีย เนื่องจากมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของไทย ติดตามตรวจสอบการแสดงความเห็นของประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ด้วย
ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ ได้ชี้แจงว่า การพิจารณาปัญหาการบังคับใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์และกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น จะต้องพิจารณาภายใต้บริบททางการเมืองของไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ไทยก็กำลังพิจารณาการปฎิรูปกฎหมายอยู่ด้วย ส่วนการประกาศกฎอัยการศึกนั้น ชัดเจนว่ามาตรการภายใต้กฎหมายกฎอัยการศึกนั้น คสช.นำมาใช้เพียงไม่กี่มาตรการ และผู้ที่ถูกเรียกรายงานตัวนั้นถูกคุมขังไม่เกิน 7 วัน ส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวไปหมดแล้ว
“เหลืออยู่ในเวลานี้น่าจะประมาณ 20 รายเศษๆเท่านั้น อีกทั้งผู้ที่จะต้องขึ้นศาลทหารนั้นก็ได้รับอนุญาตให้มีการแต่งตั้งทนายความแก้ต่างให้ด้วยเหมือนศาลพลเรือน ในเรื่องโซเซียลมีเดียนั้นปัจจุบันมีข่าวลือปรากฎออกมาค่อนข้างมาก แต่ไทยไม่มีนโยบายปิดกั้นการสื่อสารในสังคมออนไลน์” นายสีหศักดิ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จการประชุม นายสีหศักดิ์ ได้ร่วมรับประทานอาหารเย็นกับคณะทูตและผู้แทนประเทศต่างๆหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและถือโอกาสนี้ชี้แจงถึงสถานการณ์และทำความเข้าใจในเบื้องลึกเกี่ยวกับการดำเนินการของไทยด้วย







