
ความเชื่อสองแนวทาง
รากฐานสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองที่นำมาสู่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มาจากฝ่ายหนึ่งเห็นว่าระบบที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันดีอยู่แล้ว โดยระบบสามารถเดินต่อไปได้หากมีการเลือกตั้งตามกฎกติกาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าระบบปัจจุบันเป็นปัญหา ต้องปฏิรูปเสียก่อน
รากฐานสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองที่นำมาสู่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มาจากฝ่ายหนึ่งเห็นว่าระบบที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันดีอยู่แล้ว โดยระบบสามารถเดินต่อไปได้หากมีการเลือกตั้งตามกฎกติกาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าระบบปัจจุบันเป็นปัญหา ต้องปฏิรูปเสียก่อน
อันที่จริงทั้งสองฝ่ายต่างไม่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยและยอมรับการเลือกตั้ง แต่ เงื่อนไขแตกต่างกันมากจนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่สามารถจะประนีประนอมกันได้
ฝ่ายที่เชื่อในระบบและกฎกติกาในปัจจุบันประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย มวลชนเสื้อแดง และนักวิชาการจำนวนมาก รวมทั้งประชาคมโลกส่วนใหญ่ ได้แก่ เลขาธิการสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา และสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ เป็นต้น เหตุผลสำคัญของฝ่ายที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว แม้จะไม่ปฏิเสธว่าระบบการเลือกตั้งในปัจจุบันไม่สามารถทำให้เกิดรัฐบาล รัฐสภา และรัฐบาล ที่ยึดมั่นในหลักการและสารัตถะที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย และไม่ปฏิเสธเรื่องมีการใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการรัฐสภา แต่ฝ่ายนี้ก็มีเหตุผลสำคัญว่า แม้การเลือกตั้งจะไม่ใช่ทั้งหมดของระบอบประชาธิปไตย แต่ก็เป็นส่วนสำคัญของ ประชาธิปไตย เพราะเป็นหนทางเดียวที่ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิโดยสันติวิธีที่จะ เลือกอนาคตของตนเอง โดยยอมรับว่าการเลือกตั้งอาจจะก่อปัญหา แต่ระบบย่อมสามารถเยียวยาแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง โดยเชื่อว่าถ้ามีการเลือกตั้งบ่อยครั้ง คุณภาพของการเลือกตั้งจะดีขึ้น
อินเดียดูจะเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ประชาชนมีความแตกต่างกันมากทางเชื้อชาติ ศาสนา และส่วนมากยังยากจน รวมทั้งเคยมีปัญหาความรุนแรงถึงขั้นจลาจลหลายครั้ง แต่อินเดียก็สามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยมาได้ตลอดเวลากว่า 6 ทศวรรษนับแต่ได้เอกราชเมื่อ พ.ศ. 2490 การเลือกตั้งครั้งล่าสุดซึ่งมีปัญหาข้อจำกัดจนต้องใช้เวลาเลือกตั้งยาวนานแรมเดือน ไม่สามารถเลือกตั้งเสร็จสิ้นในวันเดียวเหมือนประเทศประชาธิปไตยโดยมาก แต่ภาพรวมการเลือกตั้งก็ออกมาเรียบร้อย โดยพรรคฝ่ายค้าน ชนะถล่มทลาย จนได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาเป็นครั้งแรก และเมื่อชนะเลือกตั้ง ฝ่ายชนะซึ่งมีประวัติเป็นฝ่ายฮินดูหัวรุนแรง แสดงความรักในสันติวิธีด้วยการประกาศความปรองดองกับปากีสถานและบังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ตั้งแต่ในวันสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี นับเป็นตัวอย่างอันดียิ่งของประเทศที่เลือกแนวทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ฝ่ายที่เชื่อในระบบที่เป็นอยู่เดิม นอกจากต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วแล้ว ยังประกาศต่อต้านการรัฐประหารอย่างชัดเจน โดยเห็นว่าการรัฐประหารคือ "ต้นไม้พิษ" ที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และมีแต่จะสร้าง "ผลไม้พิษ" เท่านั้น ดังวาทกรรมที่ปฏิเสธการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 2549 และมีความพยายามจะล้มล้าง "ผลพวง" ต่างๆ จาก "ผลไม้พิษ" ดังกล่าว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะประเทศไทยมีรัฐประหารมาแล้วกว่าสิบครั้ง จะใช้หลักการขจัดผลไม้พิษก็ต้องทำ ทั้งหมด ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้
ขณะที่ฝ่ายมวลมหาประชาชน ที่นำโดย กปปส.ยืนยันหนักแน่นว่าต้องปฏิรูประบบเสียก่อน เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถสะท้อน เจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน และให้ระบบต่างๆ ที่สำคัญๆ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง สามารถแก้ปัญหาของประเทศชาติและประชาชน แทนที่จะเป็นตัวสร้างปัญหาให้แก่ประเทศชาติอย่างที่เกิดมาแล้ว
ฝ่ายที่เรียกร้องการปฏิรูปก่อน เป็นฝ่ายค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะไม่มีบัญญัติชัดเจนในรัฐธรรมนูญให้ทำเช่นนั้นได้ แม้จะมีการอ้างมาตรา 3 ที่บัญญัติว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย" และมาตรา 7 ที่บัญญัติว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
ฝ่ายที่เรียกร้องการปฏิรูปก่อนยังมีข้อเสียเปรียบที่นอกจากจะถูกคุกคามโดยอำนาจและกลไกของรัฐด้วยการตั้งข้อหาความผิดทางอาญาถึงขั้นโดนข้อหากบฏ และยังถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยระเบิดและปืน จนเกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยตำรวจแทบไม่สามารถจับกุมคนร้ายมาลงโทษได้เลย แม้จะปรากฏภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดแพร่ไปตามสื่อสังคมออนไลน์ให้เห็นกันจะจะ นอกจากนั้น ฝ่ายนี้ยังถูกตั้งข้อสงสัยว่าทำการเคลื่อนไหวเพื่อเปิดทางสู่การรัฐประหารด้วย จนเกิดการ "แตกกลุ่ม" เป็นกลุ่ม "2 เอา 2 ไม่เอา" คือ เอาการเลือกตั้งและการปฏิรูป ไม่เอาความรุนแรงและรัฐประหาร
จุดแข็งของ "มวลมหาประชาชน" คือมีประชาชนให้การสนับสนุนมากมายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติการชุมนุมประท้วงในประเทศไทย สามารถสร้างวาทกรรมให้เห็นได้ชัดเจนถึงความล้มเหลวและความเลวร้ายของระบอบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าระบบปัจจุบันจำเป็นต้องปฏิรูป ข้อสำคัญสามารถรักษาแนวทางสันติวิธีไว้ได้โดยแม้จะถูกกระทำรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยตำรวจแทบไม่สามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้เลย ก็ยังธำรง แนวทางสันติวิธีไว้ได้ นอกจากนั้นวาทกรรมที่แสดง "ความรุนแรง" หรือ "ความเกลียดชัง" (Hate speech) ยังลดระดับลงได้ด้วย
ถ้าเปรียบกับโรคภัยไข้เจ็บ ฝ่ายที่ต้องการ เร่งรัดการเลือกตั้ง เห็นว่าระบบที่ดำรงอยู่เป็นโรคที่หายเองได้ (Self-limited disease) หรือแม้ต้องใช้ยา การเลือกตั้งคือยาขนานเอกที่ถูกกับโรคแล้ว แต่ฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปก่อน เห็นว่าประเทศไทยป่วยเป็นโรคที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดก่อน
น่าเชื่อว่า ระหว่างความเชื่อสองแนวทางนี้ ทหารได้พยายามเฝ้ามองโดยมิได้ "เลือกข้าง" มาอย่างยาวนาน ด้วยความอดทนอย่างมาก เพราะการยืนอยู่ตรงกลางย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีจากทั้งสองฝ่าย ตั้งแต่ "เรียกร้อง" ให้เข้ามา "จัดการ" ฝ่ายตรงข้าม จนถึงการ "ตำหนิ" "ประณาม" "ปรามาส" เลยเถิดไปจนบางครั้งถึงขั้น "เหยียบย่ำ" "ดูแคลน" หรือตั้งข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าจะ "ถูกซื้อตัว" ไปพร้อมข่าวเล่าลือต่างๆ ท่าทีอดทนและอดกลั้นของทหารตลอดมา บ่งชี้ว่าถ้าการเมืองสามารถแก้ไขได้โดยวิธีการทางการเมือง หรือโดยกลไกของรัฐธรรมนูญโดยไม่คุกคามต่อปัญหาความมั่นคงและกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทหารก็คงยัง "ตั้งสงบ" อยู่ในกรมกองต่อไป
ถ้าบ่ายวันที่ 22 พ.ค. รัฐบาลยอมถอย พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่ต้องกล่าวคำขอโทษและยึดอำนาจ







