
การพัฒนาแบบรวยกระจุกจนกระจาย
เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ผมถูกธนาคารต่างประเทศแห่งหนึ่ง คือ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ สาขากรุงเทพฯ ที่ทำงานอยู่ ส่งให้ไปฝึกงานที่สาขาของธนาคารในกรุงลอนดอน และที่สำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเกาะฮ่องกง ซึ่งตอนนั้นยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษเต็มตัว
เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ผมถูกธนาคารต่างประเทศแห่งหนึ่ง คือ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ สาขากรุงเทพฯ ที่ทำงานอยู่ ส่งให้ไปฝึกงานที่สาขาของธนาคารในกรุงลอนดอน และที่สำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเกาะฮ่องกง ซึ่งตอนนั้นยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษเต็มตัว
ความที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศมาก่อน พอไปเห็นตึกสูงๆ ริมอ่าววิกตอเรียทั้งฝั่งฮ่องกงและเกาลูนก็ให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจ เกิดความรู้สึกว่าอาณานิคมของอังกฤษแห่งนี้เจริญล้ำหน้าประเทศไทยมากมาย เพราะฉะนั้นผู้คนพลเมืองของเขาคงจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าคนไทย
แต่พอทำงานไปได้พักหนึ่ง ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นตอนมาถึงใหม่ๆ ก็เริ่มจางหายไป เห็นว่าเราโชคดีกว่าที่เกิดมาเป็นคนไทย มีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าคนฮ่องกงอย่างเทียบกันไม่ได้ ไม่ตกอยู่ในสภาพที่ถูกกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม จนทำให้เขาดูเหมือนเป็นคนที่หยาบคาย ไม่มีมารยาท และไร้มนุษยสัมพันธ์
ตอนที่ไปทำงานที่ฮ่องกงใหม่ๆ ผมเกือบลุกขึ้นไปชกหน้าไอ้ตี๋ฮ่องกงคนหนึ่ง ที่โยนแฟ้มเอกสารทั้งแฟ้มให้ผมแบบไม่มองหน้ามองตาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ความเป็นน้องใหม่ทำให้ใจเย็นขึ้น ไม่กล้าโวยวาย พอไปถามเรื่องงานกับหัวหน้างาน เธอก็ตอบอย่างเสียไม่ได้ ถามคำตอบคำ พอถามมากๆ ก็ถูกจ้องหน้าคล้ายกับว่าทำไมถึงโง่นัก พูดแค่นี้ไม่รู้เรื่อง ทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่มีใครซุบซิบคุยกัน ทำให้คนที่ไม่คุ้นบรรยากาศแบบนี้รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ในออฟฟิศ เป็นเดือนกว่าจะปรับตัวได้
ยิ่งตอนออกไปรับประทานอาหารในตลาด โต้รุ่งของฮ่องกงที่เขาเรียกว่า ไต่ไผ่ตง (ผมคิดว่าขณะนี้คงสูญพันธุ์ไปแล้ว) ซึ่งขายอาหารประเภทข้าวหน้าเป็ด หน้าห่าน หมูแดง หมูกรอบ อะไรทำนองนั้น รสชาติอร่อยกว่า ร้านดังๆ ราคาแพงเดี๋ยวนี้เป็นกอง ทั้งราคายังถูกกว่ามากมาย แรกๆ ก็ไม่คุ้นกับระบบจานร่อนที่เขาเอาอาหารมาเสิร์ฟ ต้องคอยรับจานให้ดีไม่ให้ตกลงมาใส่ตัก ทีแรกรู้สึกหงุดหงิดเหมือนกันว่าทำไมพวกนี้ถึงหยาบคายนัก บางครั้งโดนคนขายตวาดใส่ในฐานะที่พูดกันไม่รู้เรื่อง สั่งอาหารผิดบ้างถูกบ้าง เพราะเขาพูดกวางตุ้ง ผมพูดอังกฤษบ้างไทยบ้าง เวลาด่ามันกลับยิ่งทำให้รู้สึกว่าคนพวกนี้ไม่น่าคบหาสมาคมด้วย
แต่พออยู่กันไปนานๆ ก็เข้าใจว่าทำไมคนฮ่องกงถึงมีพฤติกรรมอย่างนั้น และรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาว่าต้องทำงานแข่งกับเวลา ประเภทงานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุขตลอดเวลา งานมากคนน้อยเพราะค่าจ้างแพง ทำให้ต้องร่อนแฟ้ม ร่อนจาน เพื่อความรวดเร็วในการทำงาน ไม่มีเวลามานั่งจ๊ะจ๋าเอาใจใคร
นอกจากนั้น การที่เป็นพลเมืองชั้นสองใน อาณานิคมที่มีคนผิวขาวปกครอง ทำให้เกิด แรงกดดันทางอารมณ์และความรู้สึกมากพอสมควรในความไม่เท่าเทียมกัน บางคนทำงานหลายปีแต่ไม่ก้าวหน้า เพราะถูกสกัดด้วยฝรั่งเด็กๆ ที่เพิ่งจบโรงเรียนมัธยมมาจากอังกฤษ ที่เข้ามานั่งเป็นผู้บริหารแทนฝรั่งคนเดิมที่ถูกย้ายไปหาประสบการณ์ในตำแหน่งอื่นๆ ส่วนคน พื้นเมืองก็ได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตาทำงานไป วันไหนเจ้านายไม่ถูกใจก็ถูกบังคับให้ออกไปหางานทำที่อื่น ไม่มีการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายใดๆ ให้ทั้งสิ้น
แต่การทำงานหนักนี้หาได้แลกมาซึ่งชีวิตที่ดีขึ้นไม่ เพราะหลายครั้งที่ได้รับเชิญจากเพื่อนร่วมงานให้ไปงานปาร์ตี้เล็กๆ หรือไปรับประทานอาหารที่อพาร์ตเมนต์ที่พวกเขาเช่าอยู่ห้องเล็กๆ เข้าไปพร้อมกันเกิน 5 คนก็เกือบขยับตัวไม่ได้ งานไหนถ้าเผอิญแขกส่วนใหญ่ที่ไปเป็นหมวยสาวๆ ก็ดีไป แต่ถ้าเผอิญเป็นตี๋หนุ่มๆ สูบบุหรี่กับทั้งห้อง คนที่ไม่สูบบุหรี่อย่างผมจะรู้สึกเหมือนตัวเองตกนรกทั้งเป็น
แต่เชื่อไหมครับว่า คนฮ่องกงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอพาร์ตเมนต์ขนาดที่พอเชิญแขกไปรับประทานด้วยได้ ส่วนใหญ่อยู่ในห้องขนาดจิ๋ว มีที่พอซุกหัวนอน ยิ่งคนจนด้วยรวมกันอยู่ 2-3 ครอบครัวในห้องเดียวกัน ต้องผลัดกันนอน ผลัดกันออกไปเดินเล่นให้ถูกจังหวะในกิจกรรมของเพื่อนร่วมห้อง เวลาผมกลับมาบ้าน ใครถามว่าคนฮ่องกงมีความเป็นอยู่อย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังว่าคนฮ่องกงส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่บ้าน แต่อยู่ในกรงนกเป็นช่องๆ เหมือนนกพิราบ คนไทยโชคดีกว่าที่มีบ้านอยู่ ถึงแม้ว่าเงินเดือนและค่าจ้างจะน้อยกว่าคนฮ่องกง
ผมนึกไม่ถึงว่า วันหนึ่งหลังจากเวลาผ่านไป 30 กว่าปี ผมจะเห็นคนไทยจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ในกรงคับนกพิราบเหมือนคนฮ่องกง เพราะถึงเงินเดือนรายได้จะเพิ่มขึ้นจากสมัยเมื่อผมยังเป็นหนุ่มสิบกว่าเท่าตัว แต่คนเหล่านี้กลับต้องเช่าหอพักหรือซื้อคอนโดมิเนียมห้องเล็กๆ อยู่ เพราะเงินเดือนไม่พอที่จะผ่อนดาวน์ผ่อนบ้านไว้เป็นของตนเองเหมือนสมัยก่อน
ผมจำได้ว่าเมื่อเริ่มทำงานใหม่ๆ ได้รับเงินเดือนเพียง 1,150 บาท แต่ปัจจุบันคนที่จบปริญญาตรีเงินเดือนเริ่มแรกประมาณ 1.5 หมื่นบาท ผมเริ่มผ่อนบ้านผ่อนรถเมื่อมีเงินเดือนประมาณ 3 หมื่นบาท หลังจากที่ทำงานไปได้ 5-6 ปี เพราะนายฝรั่งเลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนให้เป็นพิเศษ เป็นบ้าน 2 ชั้น ที่ดินประมาณ 120 ตร.ว. แถวชานเมือง ราคาแค่ 3.2 แสนบาท ซึ่งผมก็อยู่อาศัยมาจนถึงทุกวันนี้และมีความสุขดี ถึงจะเป็นแค่บ้านจัดสรรหลังหนึ่ง กับผ่อนรถยนต์ญี่ปุ่นอีกคันหนึ่ง ราคาถ้าจำไม่ผิดประมาณ 1 แสนกว่าบาทเท่านั้น
ผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ที่มีเงินเดือนเพียง 3 หมื่นกว่านั้น คงยากที่จะไปซื้อบ้านเดี่ยวอยู่สักหลังหนึ่ง และผ่อนรถอีกคันหนึ่ง เพราะหลายวันก่อนไปบ้านหลานชายที่เพิ่งซื้อบ้านจัดสรรใหม่ๆ แถบชานเมืองใกล้ๆ กับบ้านผม เป็นบ้านหลังเล็กๆ บนที่ดินประมาณ 50 ตร.ว. แต่ราคาสูงถึง 4.5 ล้านบาท รายนี้ที่ซื้อได้เพราะช่วยพ่อแม่ทำธุรกิจ จึงมีรายได้พอที่จะผ่อนบ้านหลังนี้
จริงๆ น่าคิดนะครับว่า ในช่วงเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยที่เราบอกว่าได้รับการพัฒนาก้าวไกล จนเกือบได้เป็นเสือตัวหนึ่งของเอเชียนั้น ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างที่พูดกันหรือไม่ ถ้าดีขึ้นจริงอย่างที่ว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ที่เคยมีรายได้พอผ่อนบ้านหลังหนึ่งเป็นรากฐานแห่งชีวิตครอบครัวอย่างในอดีต ถึงต้องกลับมาอาศัยอยู่ในหอพักหรือในคอนโดมิเนียมราคาถูกๆ ถึงบางคนเลือกที่จะอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางและการดูแล แต่ส่วนใหญ่ที่ถามๆ ดูบอกว่าอยากมีบ้านของตัวเองเหมือนกัน แต่ไม่มีปัญญาจะหาเงินมาผ่อนเงินดาวน์และผ่อนเงินกู้ค่าบ้านได้ เพราะบ้านหลังหนึ่งอย่างน้อย 2-3 ล้านบาทขึ้นไป แม้จะอยู่ห่างไกลจากย่านธุรกิจ และแนวโน้มราคาบ้านเดี่ยวประเภทนี้นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นตามไม่ทัน ทำให้เดี๋ยวนี้แถวๆ บ้านผมแถบชานเมืองด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ มีตึกสูงประเภทคอนโดมิเนียมราคาถูกผุดขึ้นมาเต็มไปหมด เห็นแล้วอดนึกถึงภาพในอดีตสมัยที่ทำงานอยู่ในฮ่องกง แล้วไปดูถูก ดูหมิ่นคนที่นั่นว่าอยู่กันเหมือนนกพิราบไม่ได้
ในทางตรงกันข้าม เพื่อนผมบางคนกำลังสร้างบ้านหลังละร้อยกว่าล้านบาท ลงทุนทำสวนหน้าบ้านที่ละสิบกว่าล้านบาท ซื้อต้นไม้ที่คงไปขุดจากป่ามาได้อย่างไรไม่ทราบ ต้นละ 2 แสนกว่าบาท ขณะที่หนุ่มสาวคู่หนึ่งที่คง เพิ่งแต่งงานใหม่มาเช่าหอพักอยู่ข้างบ้านผม อุตส่าห์ลงมาขอกิ่งพลูด่างที่ผมปลูกไว้เกาะรั้วข้างบ้านไปเลี้ยงดูเล่นเพราะรักต้นไม้ ผมเลยแถมดินใส่กระถางให้ไปปลูกเป็นเรื่องเป็นราวไป
ผมว่าถ้าเรายังพัฒนาบ้านเมืองกันแบบนี้ ต่อไป โดยไม่ให้ความสำคัญต่อการกระจายรายได้ของประชาชน มุ่งหวังแต่จะให้เศรษฐกิจเติบโตแบบหัวโตขาลีบ รวยกระจุก จนกระจาย ส่งเสริมให้คนต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงกว่ามา ปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ให้แพงขึ้นจนคนไทย จับต้องไม่ได้ ท้ายที่สุดคนไทยรุ่นใหม่คงได้ แต่แอบมองคฤหาสน์ในฝันของบรรดาเศรษฐี ทั้งหลาย ส่วนตัวเองต้องไปซุกหัวนอนในอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียมสไตล์กรง นกพิราบเหมือนคนฮ่องกงที่อาศัยอยู่บนเกาะเล็กๆ ที่ดินจำกัด เพราะนับวันคนรวยก็รวย ขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง
บทความนี้ไม่ได้เขียนเสนอให้ คสช.เอาไปทำอะไรหรอกครับ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก แค่เขียนให้ท่านผู้อ่านลองคิดกันเล่นๆ เท่านั้น จะได้ไม่เผลอคิดว่าตัวเองรวยไงครับ







