
รัฐประหารผลกระทบทางเสรษฐกิจ
ไม่ทราบมีใครรู้สึกเหมือนผมบ้างหรือไม่ ว่าเราน่าจะเห็นสัญญาณรัฐประหารล่วงหน้า แต่ก็เหมือนมีม่านบังตาไว้
ไม่ทราบมีใครรู้สึกเหมือนผมบ้างหรือไม่ ว่าเราน่าจะเห็นสัญญาณรัฐประหารล่วงหน้า แต่ก็เหมือนมีม่านบังตาไว้
สัญญาณที่ว่า มาจากตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองในช่วงประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งเมื่อผมนึกย้อนหลัง มีอยู่ 2 เรื่องที่ชัดเจนมาก ดังนี้
หนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี พูดจาสัพยอกกับข้าราชการและแกนนำ 7 ฝ่ายที่มาร่วมประชุม ทั้งๆ ที่โอกาสที่จะตกลงกันได้ หรือแต่ละฝ่ายยอมเปลี่ยนจุดยืนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ท่านกลับไม่เครียด เสมือนทำใจได้ และทราบคำตอบอยู่แล้วว่าจะลงเอยอย่างไร
สอง มีครั้งหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดติดตลกว่า ถ้าพวกคุณตกลงกันไม่ได้ ผมจะไม่ยอมเกษียณ ซึ่งไม่ทราบเป็นการหลุดโดยไม่ตั้งใจหรือไม่ แต่ในขณะนั้นกลับไม่มีใครเอะใจ
มีคำถามว่า ถ้าคนส่วนใหญ่นึกไม่ถึงว่าจะเกิดรัฐประหาร แล้วตัวนายใหญ่ที่อยู่ต่างประเทศรู้สึกประหลาดใจหรือไม่
เรื่องนี้ผมไม่ทราบ รวมทั้งคนที่นายใหญ่ส่งไปร่วมประชุม หรืออาจจะเรียกว่าส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการ ก็คงไม่รู้ตัวเช่นกัน
ถึงนายใหญ่จะไม่คาดคิด แต่คงไม่ถึงกับตกตะลึง เพราะวิธีนี้เป็นทางเลือกที่วิเคราะห์และพิจารณากันมานานแล้ว และน่าจะไม่ใช่ทางออกที่เลวร้ายที่สุดสำหรับนายใหญ่ อาจจะดีกว่าสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของการเป็นรัฐบาลเป็ดง่อยด้วยซ้ำไป เพราะน้องสาวก็เดือดร้อน ชาวนาก็เดือดร้อน งบประมาณก็ติดขัด ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องทุจริตจำนำข้าวก็ถูกทยอยเปิดโปงออกมาเป็นลำดับ ดิ้นรนต่อสู้ไปเรื่อยๆ โดยมองไม่เห็นหนทางได้ชัยชนะ
การได้เปลี่ยนจุดยืนในการต่อสู้มาเป็นเรื่องระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการทหาร อาจจะทำให้มีทางรอดมากขึ้น
ถามต่อว่า หลังจากนี้จะมีความรุนแรงหรือไม่ คำตอบของผมคือคงจะไม่ ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเงินซื้อความรุนแรงไม่ได้ เงินยังซื้อได้เสมอ แต่อาจต้องใช้เยอะ และอาจไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร เพราะผลประโยชน์ที่จะปกป้องเหลือน้อยลง
จะมีความพยายามย้ายเวทีต่อสู้ไปสู่เวทีโลกมากขึ้น พยายามทำให้ข่าวต่อต้านรัฐประหารกลบข่าวคอร์รัปชั่น วิธีนี้นอกจากจะสวยหรูกว่าแล้ว ยังสิ้นเปลืองน้อยกว่าด้วย มิหนำซ้ำยังอาจมีผลพลอยได้จากคนที่มีความหลังฝังลึกเรื่องรัฐประหารออกมาช่วยจุดเทียนโดยไม่ต้องจ้างวาน
มีการให้ทนายฝรั่งออกมาโยนหินถามทางเรื่องรัฐบาลพลัดถิ่น แต่ก็ไร้สาระสิ้นดี จะมีประเทศไหนที่ยอมให้คนที่แปดเปื้อนคอร์รัปชั่นใช้เป็นฐานในการต่อสู้กับประเทศของตัวเอง
เข้าใจว่าที่ทำไปเพื่อผลทางจิตวิทยาในประเทศมากกว่า ซึ่งไม่ต่างจากเรื่องขอแยกประเทศเมื่อ 34 เดือนก่อน แต่เนียนกว่าเล็กน้อย คือให้ฝรั่งเป็นคนพูด คนไทยไม่ต้องพูดเอง
เดาได้ล่วงหน้าว่า อีกไม่นานก็จะมีการแก้เกี้ยวว่า ฝรั่งคิดเอง พูดเอง แต่บอกตรงๆ เรื่องแบบนี้ลูกจ้างที่ไหนจะกล้าทำ ถ้านายจ้างไม่สั่ง
หากท่านผู้อ่านสังเกตให้ดีจะเห็นว่า นานาประเทศเขาเพียงแถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ไม่มีใครบอกว่าเขาสนับสนุนกลุ่มที่ถูกโค่นอำนาจ
รัฐบาลสหรัฐประกาศตัดความช่วยเหลือไทย แต่ปริมาณที่เกี่ยวข้องมีเพียง 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยมากเมื่อเปรียบกับมาตรการที่เขาเคยใช้กับประเทศอื่น
สหรัฐรู้จักไทยดี ภายในรัฐบาลของเขาก็มีคนที่โดยส่วนตัวเอนเอียงไปทั้ง 2 ข้าง แทนที่เราจะไปก่นด่าเขา ผมคิดว่าระดมป้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องทุจริตจำนำข้าวให้เขาจะดีกว่า
แม้แต่สำนักข่าวใหญ่ๆ อย่างซีเอ็นเอ็น หรือบีบีซี ผมคิดว่าปัญหาใหญ่อาจจะไม่ใช่ตัวสถาบัน แต่อยู่ที่ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ เราควรช่วยกันเรียกร้องให้เขาเปลี่ยนตัวบุคลากรเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรามีประจักษ์พยานว่าคนเหล่านี้รับอามิสสินจ้าง ก็ให้บอกไปด้วย
หันมาพูดเรื่องผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจบ้าง หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐประหาร แต่อยู่ที่ประเทศชาติมีความสงบสุขหรือไม่
เชื่อว่าหาก คสช.ควบคุมสถานการณ์ได้ดี ผลกระทบในเชิงลบจะมีจำกัด นอกจากนี้ ในบางด้าน สถานการณ์อาจจะดีขึ้นด้วยซ้ำไป
ขอยกตัวอย่างเรื่องเงินทุนไหลออก ก่อนหน้านี้เพียงไม่ถึงปี เราเจอปัญหาเงินทุนไหลเข้าเพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ยและเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งเงินส่วนนี้มีประโยชน์น้อยกว่าโทษ ธปท.พยายามหาทางป้องกัน แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร
แต่นโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลเพื่อไทยทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอลงเป็นลำดับ ธปท.ต้องเริ่มลดดอกเบี้ยอ้างอิงลงเพื่อช่วยพยุงไว้ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลง เงินทุนเริ่มไหลกลับออกไปบ้าง และค่าเงินบาทเริ่มอ่อนตาม
ครั้นเกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เงินทุนไหลออกมากขึ้น ค่าเงินก็ยิ่งอ่อน
ผลพวงที่เกิดตามมา คือ การส่งออกที่ซบเซามาเป็นปี เริ่มกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง
หลังประกาศกฎอัยการศึก และตามมาติดๆ ด้วยรัฐประหาร เงินบาทก็อ่อนค่ามากขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกแอบหน้าบานกันเป็นทิวแถว
ผมมีโอกาสคุยกับผู้ส่งออกหลายราย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แนวโน้มธุรกิจดีขึ้น
ภาคธุรกิจที่โดนผลกระทบโดยตรงจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองมากที่สุด คือ การท่องเที่ยว การชุมนุมต่อเนื่องหลายเดือนและความรุนแรงเสียเลือดเนื้อที่เกิดเป็นระยะๆ ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหดหายไปไม่ใช่น้อย
รัฐประหารในตัวของมันเองไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่หาก คสช.สามารถทำให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขและปลอดจากความรุนแรงได้อีกครั้งหนึ่ง นักท่องเที่ยวก็จะกลับมาอย่างแน่นอน
ที่อาจมีผลต่อเนื่องในเชิงลบยาวนานมากกว่า แต่เห็นไม่ชัดเท่า คือการลงทุนในภาคเอกชน โดยบางโครงการอาจมีการยกเลิกหรือย้ายฐาน และอีกหลายโครงการมีการชะลอออกไปเพื่อรอดูสถานการณ์
ความสำคัญของเรื่องนี้ก็อยู่ที่ความสงบสุขของบ้านเมืองในระยะยาวเช่นกัน หาก คสช.สร้างความมั่นใจได้ การลงทุนก็จะกลับมา
สำหรับโครงการลงทุนในภาครัฐ ซึ่งถูกชะลอหรือยกเลิกโดยปริยาย ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดผลลบแต่ประการใด เพราะหลายโครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ และดันทุรังกันออกมาโดยไม่คำนึงเรื่องวินัยการคลัง
การไม่ทำโครงการเหล่านี้ แม้จะทำให้เศรษฐกิจขาดแรงกระตุ้นในระยะสั้นไปบ้าง แต่เงินทองที่เราประหยัดได้ ทำให้ฐานะและเสถียรภาพของเราดีขึ้น เห็นได้ชัดจากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มกลับมาเกินดุลอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อฐานะเรามั่นคง จะกลับมาลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจเมื่อไรก็จะสามารถทำได้โดยไม่ติดขัด
สำหรับเรื่องที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้นในทันที คือการที่ คสช.เร่งรัดให้มีการชำระหนี้ให้ชาวนา ซึ่งจะทำให้มีกระแสเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นนับแสนล้านบาท
ที่พูดมาทั้งหมด ไม่มีอะไรเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารัฐประหารจะทำให้เศรษฐกิจพังพินาศ หรือทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก หรือเป็นการเสียเวลาพัฒนาเศรษฐกิจโดยเปล่าประโยชน์ เหมือนที่ได้ยินหลายคนชอบอ้างกัน
ก่อนจบ ผมใคร่ขอสรุปว่า การที่ประเทศชาติจะก้าวให้พ้นเผด็จการทหารไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย และเราสามารถมองเห็นประตูทางออกอยู่แค่เอื้อม
แต่ที่เรายังติดอยู่ในวังวนจนแทบมองไม่เห็นทางสว่าง คือ จะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยของเราปลอดธุรกิจการเมือง







