
"ประชานิยม"พาชาติหายนะจุดกระแสมวลชนเกลียดชัง
หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าการเคลื่อนไหวของทหารไทยในครั้งนี้เรียกความสนใจให้กับสื่อมวลชนทั่วโลกไม่น้อย
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าการเคลื่อนไหวของทหารไทยในครั้งนี้เรียกความสนใจให้กับสื่อมวลชนทั่วโลกไม่น้อย โดยเฉพาะการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในไทยกำลังร้อนระอุ หลังจากที่กลุ่มการเมืองทั้งสองค่ายไม่สามารถหาทางออกให้กับประเทศร่วมกันได้
การรัฐประหารในไทยถือเป็นช่วงเวลาที่อุบัติขึ้นประจวบเหมาะกับอุณหภูมิของสถานการณ์การเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังลุกเป็นไฟพอดิบพอดี โดยเห็นได้จากกระแสการลุกฮือประท้วงต่อต้านจีนทั้งในเวียดนามและในฟิลิปปินส์ จากความไม่พอใจเรื่องจีนรุกล้ำเขตแดนทางทะเลในทะเลจีนใต้ที่ต่างฝ่ายต่างก็กล่าวอ้างว่าอยู่ในอาณาเขตที่ตนเองจะสามารถครอบครองได้
ยังไม่นับรวมกับการปะทุขึ้นมาของกระแสชาตินิยมคลั่งชาติในอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการกีดกันทางการค้าต่อต่างชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนในประเทศ นับเป็นทิศทางด้านลบต่อนโยบายการเปิดรับการลงทุนต่างชาติของรัฐบาลอินโดนีเซียโดยตรง
ฟาริส นอร์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยางในสิงคโปร์ แสดงทัศนะผ่านบทความในหนังสือพิมพ์สเตรทส์ไทมส์ ว่า กระแสมวลชนลุกฮือขึ้นในหลายชาติภูมิภาคอาเซียน ณ ปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งในการเมืองไทยมีรากปมความขัดแย้งมาจากการใช้ “นโยบายประชานิยม”
หลายปีที่ผ่านมา นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลลดแลกแจกแถมผ่านสารพัดโครงการของรัฐบาลเพื่อยิงตรงไปยังประชาชนรากหญ้า ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลุกระดมฐานมวลชนเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการเมืองของกลุ่มนักการเมือง ซึ่งในที่สุดได้กลายเป็นชนวนนำไปสู่การเผชิญหน้าและฆ่าล้างของประชาชนด้วยกันเอง
เหมือนดังเช่นกรณีของไทย ที่ปมของความขัดแย้งมาจากกลุ่มมวลชนกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายประชานิยมแบบลดแลกแจกแถม ไม่ว่าจะเป็นโครงการจำนำข้าว รถยนต์คันแรก ไปจนถึงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กับมวลชนอีกฝ่ายที่มองว่านโยบายประชานิยมดังกล่าวเป็นภัยมากกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
ในที่สุดปมแห่งความขัดแย้งตัวนี้ได้พัฒนาสู่เกมการเมืองเรื่องสีเสื้อที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายมวลชนแตกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ในที่สุด ระหว่างมวลชนคนเสื้อแดงที่สนับสนุนนโยบายประชานิยมของภาครัฐกับมวลชนคนเสื้อเหลือง ไปจนถึงม็อบนกหวีด กปปส. ที่ไม่เห็นด้วยกับการประชานิยม
สองขั้วการเมืองที่ถูกแบ่งแยกกันโดยมีต้นสายปลายเหตุมาจากนโยบายประชานิยมนี้ ได้กลายเป็นรอยแผลที่ยากแก่การสมานให้กลับคืนได้ดังเดิม ในที่สุดก็กลายเป็นชนวนเหตุแห่งการเผชิญหน้ากันของมวลชนทั้งสองกลุ่มจนเสี่ยงจะพาประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งถ้าหากทหารไม่ออกมาแทรกแซง โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในไทยคงจะหลีกเลี่ยงได้ยากเต็มที
เห็นได้จากถ้อยคำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ส่งสัญญาณว่าการเข้ามาในครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเพื่อสร้างความสงบสุขให้กลับคืนมา และที่ต้องทำไปเพราะไม่มีทางเลือก
ทั้งนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก วิเคราะห์ว่า การโหมอัดฉีดเงินผ่านนโยบายประชานิยมเข้าสู่ภูธร โดยเฉพาะในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของพรรคการเมืองภายใต้การครอบงำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนสำคัญในการสร้างความนิยมให้กับตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างมาก จึงไม่แปลกที่มวลชนตามต่างจังหวัดจะนิยมชมชอบในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และทำให้นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งในปี 2001 เป็นต้นมา พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคการเมืองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าตัวได้รับชัยชนะมาโดยตลอด
“ผู้คนในภาคเหนือและอีสานต่างรักเขา (พ.ต.ท.ทักษิณ) มากจริงๆ คนเหนือหลายคนต่างมองว่าเขาเป็นลูกของคนท้องถิ่น” พอล แชมเบอร์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว
ทั้งนี้ นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องประชานิยมที่เป็นต้นเหตุแห่งการนำพาประเทศเข้าสู่ทางตันทางการเมืองแล้ว สื่อต่างประเทศชื่อดังอย่างนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ยังมองไปถึงขั้นบุคลิกและอุปนิสัยพื้นฐานของประชาชนคนไทยทั่วๆ ไปอีกด้วย โดยเฉพาะความล้มเหลวในการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย
ดิ อีโคโนมิสต์ ระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะในช่วงเวลาปกติและดีที่สุด การปกครองโดยผู้นำพลเรือนก็ไม่สามารถทำได้ ซ้ำร้ายที่ผ่านมาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะไร้รัฐบาล
นอกจากนี้ หลักการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรมที่ถูกยกย่องว่าเป็นหลักการที่ดีที่สุดในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในโลก ก็ยังมีการละเมิดกันอย่างดุเดือดจนทำให้หลักการดังกล่าวไม่เหลืออะไรให้น่ายกย่อง
จากมุมมองของสื่อต่างชาติที่สะท้อนออกมาก็คงจะพอทำให้มองเห็นได้ว่า ปัจจุบันสื่อและนักวิเคราะห์หลายสำนักกำลังเริ่มจะหันมาจับตามองถึงมูลเหตุที่แท้จริงที่นำไปสู่การตัดสินใจเข้าควบคุมอำนาจรัฐของทหารกันมากขึ้น ไม่ใช่จับจ้องอยู่เพียงแค่หลักการประชาธิปไตย และเอาแต่ชี้ว่ารัฐประหารเป็นการปล้นอำนาจไปจากประชาชนอยู่ด้านเดียวเหมือนที่ผ่านๆ มา







