
คสช.เสนอโรดแมปชุดใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนเมกะโปรเจกต์กู้เชื่อมั่น
คสช.จัดทำแผนตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต 3%
คสช.จัดทำแผนตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต 3%
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า คสช.จะประกาศโรดแมปการบริหารเศรษฐกิจทั้งมาตรการด้านการคลังและมาตรการทางการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
“แผนทั้งหมดจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้ เช่น การจ่ายเงินข้าว 9.2 หมื่นล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้เพิ่มอีกอย่างน้อย 0.2% จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่า 2% หากดำเนินการตามโรดแมปจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 3%” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
สำหรับการจัดทำงบประมาณปี 2558 จะเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่ไม่เป็นภาระทางการคลังเช่น โครงการรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า และโครงการลงทุนน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่สามารถดึงงบกลางมาใช้ในโครงการต่อไปได้ทันที
“ในวันที่ 31 พ.ค. 2557 นี้จะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อสรุปโครงการต่างๆ ที่จะอยู่ในโรดแมป และในวันที่ 1 มิ.ย. 2557 จะหารือกับคณะ สศช. ฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อสรุปภาพรวมทั้งหมด นำเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะ คสช. พิจารณาในวันที่ 2 มิ.ย.นี้” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า มาตรการระยะสั้น ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว จะเน้นการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ที่ยังค้างอยู่ประมาณ 78% ออกไปให้เร็วที่สุด ส่วนงบประมาณปี 2558 คาดว่าจะเสนอกรอบวงเงินให้ คสช.พิจารณาได้ภายในวันที่ 29 พ.ค.นี้ ซึ่งหลังจากนี้ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะมาร่วมพิจารณางบประมาณ เพื่อเสนอให้ คสช.อนุมัติได้ทันที
“ปีนี้จะพยายามทำให้จีดีพีโตได้ 3% หรือต้องไม่น้อยกว่า 2% โดยหัวหน้า คสช.บอกว่า ถ้าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ก็ให้ดำเนินการได้เลยส่วนเศรษฐกิจปี 2558 ก็น่าจะดีขึ้นจากที่คาดเพราะมีการจัดทำงบประมาณได้ มีรัฐบาลใหม่ เอกชนก็เชื่อมั่น เกิดการลงทุนได้ เศรษฐกิจจะไม่ตกเหวอย่างที่คาด” นายสมชัย กล่าว
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 พ.ค. 2557 นี้ 7 องค์กรภาคธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย จะหารือกันในกรอบการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งมีอยู่ 7 กรอบได้แก่ การศึกษา การลงทุน สังคม กฎระเบียบ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ธรรมาภิบาลและนวัตกรรม ซึ่งจะมีทั้งประเด็นระยะสั้นและยาวภายใน 7 กรอบนี้เพื่อจะเสนอต่อ คสช. ต่อไป
ทั้งนี้ การที่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาแล้วมองว่าจะทำให้กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนการลงทุนภาครัฐเริ่มเดินหน้าได้ โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเช่นรถไฟรางคู่ หรือ โครงการที่ผ่านการอนุมัติในหลักการไปแล้วอยากให้เร่งผลักดันออกมา แต่การลงทุนภาครัฐนี้อาจจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นยังไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ได้เต็มที่ จึงคาดว่าจีดีพีทั้งปี 2557 จะขยายตัวได้ไม่ถึง 3% แน่นอน และน่าจะเติบโตได้ 1.5% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เห็นแล้วว่า คสช. ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งที่ ส.อ.ท.มองเห็นว่าจะต้องเร่งแก้ไขเร่งด่วนคือกรณีของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรมว.อุตสาหกรรมเป็นรองประธานโดยตำแหน่งนั้นอยากให้มีความชัดเจนว่าจะให้ใครเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว และอยากให้ความเชื่อมั่นว่าคณะอนุกรรมการบีโอไอซึ่งมีอำนาจในการอนุมัติโครงการลงทุนมูลค่า 200750 ล้านบาท มีอำนาจในการดำเนินการตามกรอบอำนาจที่มีอยู่ รวมถึงแก้ไขปัญหาเรื่องการออกใบอนุญาตต่างๆ เช่นใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) อนุญาตการนำเข้าส่งออก
ถัดมาคือการเร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ โดยในส่วนของภายในนั้นคือการทำให้คู่กรณีทั้ง2 ฝ่ายเชื่อว่าจะมีคนกลางได้จริง ขณะที่ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศนั้นตอนนี้ถือว่าภาคอุตสาหกรรมไทยมีความพร้อมที่จะผลิตเพื่อส่งออกได้ แต่คูค้าจากบางประเทศอาจจะหยุดสั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทยได้ ดังนั้นถ้ามีรัฐบาลใหม่มาแล้วก็ต้องมีกรอบเวลาให้ชัดเจนว่าการปฏิรูปนานแค่ไหน และจะเลือกตั้งเมื่อไรหากชัดเจนจะทำให้เอกชนชี้แจงกับต่างชาติได้ ทั้งนี้ หากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ขณะนี้ก็มองจะเป็นใครก็ได้ขอให้มีความชัดเจนและทุกฝ่ายยอมรับ
นายสุพันธุ์ กล่าวว่า เร็วๆ ภาคธุรกิจจะมีการหารือกันเพื่อกำหนดแนวทางการชี้แจงก่อนจะเชิญหอการค้าต่างประเทศมารับฟังว่า ภาคการผลิตไทยยังสามารถผลิตและส่งสินค้าได้ตามปกติ โดยยอมรับว่าแม้ขณะนี้คู่ค้าจะยังไม่งดออเดอร์สินค้ากับประเทศไทยแต่ก็ติดตามสถานการณ์ด้วยความกังวล นอกจากนี้อยากให้ คสช. เร่งผลักดันงบประมาณเพื่อการพัฒนานวัตกรรม 5,000 ล้านบาท ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลที่แล้วได้เห็นชอบในหลักการแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลักดันออกจากเนื่องนายพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์ เสียชีวิตก่อน
“เศรษฐกิจปีนี้ไม่น่าถึง 3% น่าจะโตเพียง 1.5% ก็โอเคแล้วเพราะตอนนี้ที่จะเข้ามาในเศรษฐกิจเต็มที่มีเพียงเงินจำนำข้าว ในขณะที่การลงทุนเป็นช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ส่วนส่งออกเองถ้าไม่เร่งสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่ตอนนี้อาจจะไปสะดุดในช่วงต้นปีหน้าเพราะคู่ค้าอาจไม่เชื่อมั่นไทยทั้งแง่ของนโยบายและเกรงว่าปัญหาในประเทศจะทำให้ส่งสินค้าไม่ได้” นายสุพันธุ์ กล่าว
นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงแนวทางการบริหารงาน (โรดแมพ) ด้านเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ว่า เท่าที่ดูโรดแมพและนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจที่ออกมา คิดว่าคสช.น่าจะมีข้อมูลและเข้าใจปัญหาพอสมควร หากสามารถขับเคลื่อนได้ตามโรดแมพที่วางไว้ น่าจะหมุนระบบเศรษฐกิจได้34 รอบ หรือมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 34 แสนล้านบาท อีกทั้งยังเชื่อว่ามีโอกาสที่จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ปีนี้กลับมาโตที่ระดับ 3% ได้
ขณะที่ภาคการส่งออกคงยังไม่เห็นผลทันทีในปีนี้ แต่คงจะไม่ต่ำกว่าเป้าที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 5% เพราะการส่งออกมีระยะเวลา 56 เดือน ซึ่งอาจจะเห็นอานิสงส์ต้นปีหน้า และอาจเห็นภาคการส่งออกของไทยกลับมาโตที่ 10%
สำหรับข้อกังวลว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในสายตาชาวต่างประเทศนั้น นายสมเกียรติ กล่าวว่า เราจำเป็นที่จะต้องกวาดบ้านตัวเองให้เรียบร้อยก่อน หากทำตามใจต่างชาติมากไป บ้านเราก็ทำความสะอาดไม่เสร็จ และเชื่อว่า คสช.ทราบปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆดี จึงทำให้เกิดการปฎิรูปขึ้นทั้งภาคการเมือง ภาคราชการ เศรษฐกิจและการศึกษา
“ถ้าเราจัดการบ้านตัวเองเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่ แล้วค่อยมาเลือกตั้ง เวลานั้นก็ไม่ถือว่าล่าช้าไป ส่วนเรื่องการประกาศเคอร์ฟิวนั้น มองว่าไม่น่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจ หากจะกระทบก็เพียงบางส่วน เช่น ธุรกิจเอนเตอร์เทนเม้นต์ ธุรกิจกลางคืน โดยคิดว่าน่า คสช.น่าจะประกาศเคอร์ฟิวเพียงแค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อเห็นว่าเหมาะสมก็คงจะยกเลิกประกาศ แต่ระยะเวลาจะนานแค่ไหนนั้น ไม่ทราบ
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ จะมีการหารือร่วมกันของ 7 องค์กรภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะด้านเศรษฐกิจของภาคเอกชนต่อคสช.







