posttoday
แบงก์ปวดหัวบัญชีดำ หวั่นใช้นอมินีโยกเงิน

แบงก์ปวดหัวบัญชีดำ หวั่นใช้นอมินีโยกเงิน

22 พฤษภาคม 2553

สถาบันการเงินและหน่วยงานที่ดูแลธุรกรรมต้องสงสัยของบรรดาเครือข่ายคนเสื้อแดง ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดากว่า 150 รายชื่อ กำลังปวดหัวอย่างหนัก

เนื่องจากระยะเวลาที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กำหนดไว้ค่อนข้างกระชั้นชิด คือคำสั่งออกมาวันที่ 16 พ.ค. และให้ส่งภายในวันที่ 20 พ.ค.

โดยมีการเรียกเอกสารแบบมโหฬาร เพราะย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ก.ย. 2552 เรียกได้ว่าธุรกรรมย้อนหลัง 9 เดือน

แม้ล่าสุด ศอฉ.จะเลื่อนเส้นตายให้ธนาคารจากวันที่ 20 พ.ค. เป็น 26 พ.ค.แล้ว แต่ดูเหมือนว่าหลายธนาคารก็ยังมีความวิตกกังวล

ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง เช่น ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ราษฎร์บูรณะ อยู่ห่างจากพื้นที่ชุมนุม สามารถตามไล่เอกสารได้มากกว่า1 ลังใหญ่

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์บางแห่งยังมีปัญหาเข้าพื้นที่ ไม่สามารถขุดคุ้ยเอกสารตามที่ ศอฉ.ต้องการลากเส้นทางการเงินได้

ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 24 พ.ค.นี้ จะมีการนัดหารือกับ ศอฉ. เพราะธนาคารต้องการความชัดเจนของคำนิยามว่า “ผู้ได้รับประโยชน์ทอดสุดท้าย” ว่าครอบคลุมถึงใครบ้าง จะได้ระงับการทำธุรกรรมของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง

สมมติว่า นาย ก. ซึ่งมีรายชื่อติดบัญชีดำอยู่ ตีเช็คให้นาย ข. แต่ละธนาคารตีความนาย ข. ไม่เหมือนกัน บางธนาคารตีความว่า นาย ข. เป็นผู้รับประโยชน์ทอดสุดท้าย จึงระงับธุรกรรม แต่บางธนาคารตีความว่านาย ข. ไม่ใช่ จึงไม่ระงับ เพราะเสี่ยงโดนลูกค้าฟ้อง

ในประกาศของ ศอฉ. วันที่ 16 พ.ค. ระบุว่า บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถูกตรวจสอบ ยังครอบคลุมถึงผู้รับผลประโยชน์ในทอดสุดท้าย ได้แก่ บุคคลธรรมดาผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง หรือผู้ใช้อำนาจควบคุมการทำธุรกรรมของบุคคลหรือนิติบุคคล หรือบุคคลอื่นที่ทำธุรกรรมแทน รวมถึงบุคคลผู้ใช้อำนาจควบคุมนิติบุคคล

“แบงก์ยินดีร่วมมือเต็มที่ แต่ทางปฏิบัติไม่ง่าย เป็นเรื่องด่วน และยุ่งยากพอสมควร เราต้องการให้ ศอฉ.ระบุรายชื่อมาเลย จะได้ตัดวงจรธุรกรรมได้ถูก” แหล่งข่าวระบุ

ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อีกแห่งเปิดเผยว่า ธนาคารกำลังปวดหัวกับภารกิจนี้มาก แต่ยอมรับว่าเป็นหน้าที่ของธนาคารโดยตรง ไม่ต่างกับกฎหมายฟอกเงิน

หลังจากนี้ธนาคารมีหน้าที่ต้องตามไล่ดูเส้นทางการเงินของลูกค้าผู้มีรายชื่ออยู่ในข่ายสงสัย โดยต้องสาวไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ธุรกรรมลูกค้าคนนั้น ดูว่าลูกค้าไปถือหุ้น หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หรือมีอำนาจควบคุมในบริษัทใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม คงต้องอาศัยข้อมูลทะเบียนการค้าจากกระทรวงพาณิชย์ แต่ถ้าบริษัทใดไม่มีข้อมูลจริงๆ ก็ตรวจสอบไม่ได้ เพราะ ศอฉ.ระบุว่าต้องใช้เอกสารแสดงตัวตนของลูกค้าจากทางราชการเท่านั้น

นอกจากนี้ ธนาคารยังต้องติดตามไปถึงธุรกรรมของเครือญาติ เช่น พี่สาวโอนเงินให้น้องสาวจำนวนหนึ่ง แล้วน้องสาวโอนเงินออกไปให้บุคคลที่ 3 ในจำนวนเงินเท่ากัน ก็ถือเป็นธุรกรรมที่ผิดสังเกต

“ยอมรับว่าไม่ง่ายที่จะติดตามเส้นทางการเงินได้หมด เพราะคนระดับนี้มีนอมินีอยู่แล้ว ซึ่งเราไม่รู้ว่านอมินีคนดังกล่าวเป็นใคร ซึ่งคนกลุ่มนี้น่าจะเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้า คิดว่าตามดูยาก แต่เรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่แบงก์ เหมือนกับกฎหมายฟอกเงิน” แหล่งข่าวระบุ

ทั้งนี้ นับแต่ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 911 เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด กฎหมายนี้แรงมาก มีการขอความร่วมมือ และกำชับสถาบันการเงินทั่วโลกอย่างแข็งขัน ในการร่วมติดตามเส้นทางการเงินผู้ก่อการร้ายทั่วโลก

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ดีเอสไอและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเสนอให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขอผ่อนผันให้สถาบันการเงินส่งรายงานธุรกรรมการเงินที่ ศอฉ.มีคำสั่งระงับการทำธุรกิจมาแล้ว 3 ครั้ง รวม 180 ราย โดยครั้งแรกจากเดิมกำหนดให้ส่งในวันที่ 20 พ.ค.22 พ.ค. และ 23 พ.ค. ตามลำดับ ให้เลื่อนไปส่งรายงานธุรกรรมการเงินออกไปเป็นวันที่ 26 พ.ค.นี้

ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลประกาศวันหยุดหลายวัน และสถาบันการเงินหลายแห่งมีสำนักงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงไม่สามารถที่จะเข้าไปเอาข้อมูลได้ และมีการปิดระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อรักษาความปลอดภัย ถ้าจะไปเอาข้อมูลจะต้องใช้เวลา อีกทั้งไม่ต้องการให้สถาบันการเงินทำงานรีบเร่งจนเกินไปอาจจะทำให้ข้อมูลตกหล่นและสถาบันการเงินก็เกรงว่าจะทำผิดกฎหมาย

“แม้ว่าการประกาศของ ศอฉ. ระงับธุรกรรมการเงิน 106 ราย ในครั้งแรกกำหนดให้สถาบันการเงินจะต้องรายงานภายในวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา มีสถาบันการเงินส่งรายงานมาให้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง โดยอ้างเหตุผลอุปสรรคการจัดทำรายงานธุรกรรมดังกล่าว ดังนั้นต้องรับฟังปัญหาอุปสรรคของสถาบันการเงินบ้าง ซึ่งก็เห็นว่าสมเหตุสมผล สมควรจะขยายเวลา และสถาบันการเงินก็พร้อมและยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด” นายธาริต กล่าว

พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ในจันทร์ที่ 24 พ.ค.นี้ ปปง.จะมีการประชุมหารือร่วมกับสถาบันการเงินทั้งหมดอีกครั้ง เนื่องจากยังมีบางประเด็นที่สถาบันการเงินยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลธุรกรรมที่จะต้องรายงาน ศอฉ. และเกรงว่าหากรายงานไม่ถูกต้องจะผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ศอฉ.ออกประกาศห้ามให้สถาบันการเงินทำธุรกรรมการเงินกับนิติบุคคลและบุคคลจำนวน 3 ครั้ง พร้อมสั่งให้ส่งรายการการทำธุรกรรมการเงินตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 255217 พ.ค. 2553 หรือย้อนหลัง 9 เดือน โดยประกาศครั้งแรกห้าม 106 ราย กำหนดให้ส่งรายงานธุรกรรม 20 พ.ค.นี้ ครั้งที่สอง 43 ราย กำหนดให้ส่งรายงาน 22 พ.ค. และครั้งที่สาม 21 ราย กำหนดให้ส่งรายงานธุรกรรม วันที่ 23 พ.ค. ซึ่งหากสถาบันการเงินใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน