
พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ดร.เศรษฐศาสตร์คนแรกของไทย
เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช
โดย...สมาน สุดโต
เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ทรงมีพระราชโอรสเพิ่มอีก 1 พระองค์ เมื่อเจ้าจอมมารดาทิพเกสร ประสูติพระโอรส เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 20 และเป็นลำดับที่ 44 นับจากจำนวนพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ทรงมีในขณะนั้น
พระราชโอรสพระองค์นั้น ได้รับพระราชทานพระนามเมื่อแรกประสูติว่า พระองค์เจ้าดิลกจันทรนิภาธร ครั้นมีพิธีสมโภชเดือน วันที่ 3 มิ.ย. 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามใหม่ว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ทรงแปลว่าเป็นนาคนาม ชื่อแปลว่า เป็นที่เชิดชูเฉลิมเมืองใหม่คือเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี แปลถวายประทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ว่า ศรีเมืองเชียงใหม่
เจ้าชายพระองค์นี้ เมื่อพระชันษา 23 ปี ทรงเรียนจบปริญญาเอกในวิชาเศรษฐศาสตร์นับเป็นคนแรก และทรงศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นคนไทยคนแรก แต่เป็นคนที่ 2 ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก
ทั้งนี้ เมื่อดูประวัติการศึกษา เจ้าชายองค์น้อยเมื่อพระชันษา 13 ปี ได้เดินทางไปประเทศอังกฤษกับพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระราชโอรสพระองค์อื่นๆ เพื่อทรงศึกษาต่อที่ประเทศนั้น
แม้ว่าจะทรงพระปรีชาสามารถในการเรียนจนสามารถสอบเข้าเรียนระดับมัธยมได้ที่อีตัน ซึ่งจะเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ข่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพอพระราชหฤทัยที่มีลูกคนหนึ่งไปอยู่ที่อีตัน แต่ผู้ดูแลนักเรียนไทยว่ายังขาดความพร้อม จึงต้องไปเรียนที่ชาร์เตอร์ เฮาส์ ซึ่งพระปิยมหาราชก็ทรงพระราชทานอนุญาต
ในระหว่างที่ทรงเรียนได้เดินทางกลับไทย เพราะมารดา (เจ้าจอมมารดาทิพเกสร) ป่วยหนัก เมื่อเสด็จกลับมาทำให้อาการป่วยของมารดาทุเลาลง จนกระทั่งหมอฝรั่งยังงง พร้อมกับลงมติว่าได้กินยาดิลกจึงทุเลา แต่เป็นที่น่าเสียใจ ระหว่างที่เดินทางกลับไปทรงศึกษาต่อได้ไม่นาน พระมารดาก็ถึงอสัญกรรม
การเสด็จมาประทับที่เมืองไทยเป็นระยะเวลา 8 เดือน แล้วเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ แต่ไม่ทันเพื่อนเสียแล้ว เมื่อจะย้ายไปเรียนที่อื่นก็ไม่สะดวกและ มีปัญหา ผู้ดูแลนักเรียนไทยจึงเสนอให้ไปเรียนที่ประเทศเยอรมนี
ณ ที่เรียนแห่งใหม่นี้ พระองค์เจ้าดิลกใช้เวลาเรียนภาษาเยอรมันอย่างแตกฉาน จึงเรียนจบมัธยมได้ในเวลา 2 ปี และในปี 2446 ได้ทรงเข้าศึกษา ต่อในวิชาเศรษฐกิจการเมือง หรือที่ต่อมาเรียกว่าเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมิวนิก มหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศเยอรมนี
ระหว่างเรียนได้เสด็จไปประเทศโปรตุเกส โดยไม่ได้ทรงแจ้งสถานทูต ณ กรุงเบอร์ลินให้ทราบ ขณะที่เสด็จข้ามพรมแดนจึงถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับข้อหานำเข้าบุหรี่มากเกินกว่าที่อนุญาต หนังสือพิมพ์อังกฤษลงข่าวนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบจากรายงานของเอกอัครราชทูตที่เบอร์ลิน จึงให้ส่งพระราชโอรสพระองค์นี้กลับไทย
แต่พระยาสุริยานุวัตรทราบเรื่องจึงทำหนังสือกราบบังคมทูลว่า หนังสือพิมพ์อังกฤษลงข่าวเกินกว่าเหตุ พระองค์เจ้าดิลกไม่เคยทรงประพฤติเสียหาย สมควรให้เรียนต่อจนจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระราชบิดา ก็ทรงพระราชทานอนุญาต
หนังสืออ่านพระนิพนธ์ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ จากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัย ที่มี จาริต ติงศภัทิย์ สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ เป็นบรรณาธิการ และเขียนโดย นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์ อมรศักดิ์ มาลา และอัครราชย์ บุญญาศิริ เล่าว่า ปี 2447 ทรงค้นคว้าเพื่อเรียนดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับเกษตรกรรมของประเทศสยาม โดยทรงใช้ข้อมูลจากกระทรวงเกษตราธิการ ที่ได้ส่งไปถวาย และทรงค้นคว้าเพิ่มเติมจากหนังสือ และเอกสารจำนวนมากทั้งที่เป็นภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย
ผ่านไป 2 ปี ทรงย้ายไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยทึบบิงเงน ในวิชาเดียวกัน เมื่อพระชันษา 23 ปี ในปี 2450 ทรงสำเร็จการศึกษาเศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ อันเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศเยอรมนี
ดุษฎีนิพนธ์เรื่องเกษตรกรรมในสยาม บทวิเคราะห์ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยามถูกเผยแพร่ และอ้างอิงอย่างกว้างขวาง พระนาม ปรินซ์ ดิลก ฟอน สิอาม (Prinz Dilok Von Siam) ในภาษาเยอรมันเป็นที่รู้จักอย่างทั่วถึง
พระองค์เจ้าดิลก เสด็จกลับไทยพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จฯ ประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ทรงเรียกพระราชโอรสพระองค์นี้ว่า ดอกเตอติลเก
เมื่อเสด็จกลับถึงไทย ได้เข้ารับราชการที่กระทรวงมหาดไทยตำแหน่งปลัดกรมพิเศษแผนกอัยการต่างประเทศ
ในหนังสือดังกล่าวที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำเนื่องในโอกาสเฉลิม ฉลองพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นในปี 2550 ได้เล่าถึงการรับราชการในช่วงรัชกาลที่ 6 ว่าดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น โปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งองคมนตรี และทรงเป็นผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง ขณะที่พระชันษายังไม่สูง แสดงว่ามีฝีมือเป็นที่ยอมรับ
ปี 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี
จากนั้น ในวันที่ 12 ม.ค. 2455 เวลา 2 ทุ่ม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี ทรงยิงพระองค์ด้วยพระแสงปืนสิ้นพระชนม์ ณ พระตำหนัก สิริพระชันษา 28 ปี หลังจากทรงกรมแค่ 2 เดือน นับเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูงที่ทำอัตวินิบาตกรรม ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงยังไม่มีคำตอบว่าเพราะอะไร นอกจากสันนิษฐานว่าทรงเสียพระทัยที่คู่สมรสต้องตายจากไปเพราะอุบัติเหตุจมน้ำตาย ดังที่เล่าว่า เจ้าสิริมา ที่สมรสด้วยเป็นธิดาของเจ้าน้อยธรรมวงษา ซึ่งเป็นพระภราดรในพระราชชายาเจ้าดารารัศมี
วันหนึ่งเจ้าสิริมาไปพระราชวังสวนดุสิต มีข้าหลวงชาวเหนือตามไปด้วย แต่ข้าหลวงคนนั้นพลาดพลั้งตกน้ำลงไปในอ่างหยก เจ้าสิริมาจึงลงไปช่วยและเป็นตะคริวจึงจมน้ำตายทั้งคู่
ตกเย็นเมื่อเสด็จมารับที่วังสวนดุสิต ก็ไม่พบ ค้นหากันอยู่นานกระทั่งเจอศพที่อ่างหยก
ในการพระศพนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดให้จัดขึ้นอย่าง สมพระเกียรติ และพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2457 ณ พระเมรุวัดราชาธิวาส
สาเหตุแห่งการปลงพระชนม์พระองค์ยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ ทิ้งไว้ให้ทั้งนักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ค้นหาต่อไป
เช่นเดียวกับความเสียดายที่ยังคงอยู่ทุกครั้ง เมื่อทราบว่าประเทศไทยต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคล ผู้มีคุณค่านี้ไปก่อนเวลาอันควร
ส่วนที่ยังเหลือเป็นอนุสรณ์ คือวังที่ คาร์ล ซีกฟรีด เดอห์ริง ออกแบบ ปัจจุบันเป็นที่ทำการ การไฟฟ้านครหลวงศรีย่าน
และกุฏิวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จำนวน 3 หลัง ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงให้สร้างด้วยเงินมรดกของพระองค์เจ้าดิลก เพื่ออุทิศพระกุศลไปให้ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2459







