
ถกรัฐบาลล่มสว.งัดแผน2
การหารือระหว่างวุฒิสภา โดย พีระศักดิ์ พอจิต สว.อุตรดิตถ์ ว่าที่รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 และเดชอุดม ไกรฤทธิ์ สว.สรรหา ซึ่งได้รับมอบหมายจากสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา กับนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับปัญหาที่ทำให้รัฐบาลอาจไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ และจะขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ลาออก เปิดทางให้วุฒิสภาตั้งนายกรัฐมนตรีได้ข้อสรุปชัดจากฝ่ายรัฐบาลว่า คณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่จะไม่ลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ
การหารือระหว่างวุฒิสภา โดย พีระศักดิ์ พอจิต สว.อุตรดิตถ์ ว่าที่รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 และเดชอุดม ไกรฤทธิ์ สว.สรรหา ซึ่งได้รับมอบหมายจากสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา กับนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับปัญหาที่ทำให้รัฐบาลอาจไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ และจะขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ลาออก เปิดทางให้วุฒิสภาตั้งนายกรัฐมนตรีได้ข้อสรุปชัดจากฝ่ายรัฐบาลว่า คณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่จะไม่ลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ
“รัฐบาลยืนยันจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง โดยอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ที่ต้องอยู่ปฏิบัติต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ รัฐบาลยังระบุอีกว่าหากลาออกไปเท่ากับว่าจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้นวุฒิสภาจะหาแนวทางตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตามแนวทางรัฐธรรมนูญและหลักประชาธิปไตยต่อไป ยืนยันว่าวุฒิสภายังไม่ได้แนวทางชัดเจน ไม่ใช่การแทงกั๊กแต่อย่างใด” พีระศักดิ์ เปิดเผยผลการเจรจา
พีระศักด์ กล่าวว่า วุฒิสภาเห็นว่าการลาออกเป็นเรื่องสิทธิเฉพาะตัวที่สามารถลาออกได้ แต่แนวทางของวุฒิสภาไม่ได้มีแต่แนวทางที่ให้รัฐบาลลาออก จะแสวงหาแนวทางอื่นที่ถูกต้องตามกฎหมายและสอดคล้องกับจารีตประเพณีในระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่เดชอุดมเสริมข้อมูลผลการหารือว่า รัฐบาลแจ้งกลับมาว่าการจะทำให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มได้ คือ การเลือกตั้งที่ต้องเกิดภายใน 60 วันตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม สุรชัย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา จะแถลงแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนอีกครั้งในวันที่ 21 หรือ 22 พ.ค.นี้
ด้าน วันชัย สอนศิริ สว.สรรหา กล่าวว่า เมื่อขอความร่วมมือแล้วแต่รัฐบาลไม่ลาออก ที่ประชุมวุฒิสภาจะหาแนวทางอื่นตามแผน 2 และแผน 3 ต่อไป หากสถานการณ์เอื้ออำนวยและถึงโอกาส ก็พร้อมจะตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มทันทีภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มได้เมื่อใด
“ยืนยันจะทำตามกรอบรัฐธรรมนูญ แต่ถึงขั้นทูลเกล้าฯ นายกฯ เลยหรือไม่ ยังไม่ขอตอบ เพราะอาจจะเป็นปัญหา แต่ถ้าไปถึงขั้นนั้นก็จะดำเนินการ ถ้าถึงความพร้อม กรอบความจำเป็น และเห็นชอบร่วมกัน เช่น เปิดประชุม เราทำหมด วันนี้ถกแถลงกันทั้งหมด จุดได้ จุดดี จุดอ่อน จุดแข็งของรัฐธรรมนูญทุกมาตรา ถกจนหาข้อยุติได้แล้วให้ประธานและคณะทำงานไปดำเนินการตามกรอบนั้น ส่วนกรอบใดมาก่อนหรือหลังให้ประธานหารือกับคณะทำงาน โดยไม่ต้องมาประชุมชุดใหญ่ของวุฒิสภาอีกต่อไป” วันชัย กล่าว
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สว.สรรหา กล่าวว่า การดำเนินการของวุฒิสภาต้องรอดูสถานการณ์ในสัปดาห์นี้ว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ อาทิ การใช้กฎหมายเทียบเคียงรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 มาตรา 172 และมาตรา 173 เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หรืออาจต้องรอไปถึงการเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญเกี่ยวกับการเลือกกรรมการตุลาการศาลปกครองในอนาคต
ท่าทีของฝ่ายวุฒิสภา ซึ่งเตรียมจะหาแนวทางหรือแผน 2 และแผน 3 เป็นสิ่งที่ต้องจับตา แต่ขณะเดียวกันท่าทีของรัฐบาลก็หนักหน่วงไม่น้อย โดยก่อนหน้านี้นิวัฒน์ธำรงสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นกรณีการเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ว่าชอบด้วยพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2557 หรือไม่
ล่าสุด วันที่ 19 พ.ค. นิพนธ์ ฮะกีมี รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทำหนังสือแจ้งกรรมการกฤษฎีกาให้เข้าร่วมประชุมใหญ่ ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ซึ่งในการประชุมดังกล่าวมี สว.บางส่วนขอให้ที่ประชุมเลื่อนวาระดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากอาจจะขัดต่อพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญที่กำหนดให้ประชุมเฉพาะการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการตุลาการศาลปกครองเท่านั้น แต่เสียงส่วนใหญ่ของวุฒิสมาชิกเห็นควรดำเนินการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว เพราะวุฒิสภาควรมีประธานวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าสุรชัยได้รับเลือกตั้งเป็นประธานวุฒิสภา และพีระศักดิ์เป็นรองประธานสภาคนที่ 2
ชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 132 ระบุว่า ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่ 1.การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และการประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ดังนั้นการที่นิวัฒน์ธำรงจะนำชื่อสุรชัยขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภา ก็ต้องให้กฤษฎีกาตรวจสอบให้สิ้นสงสัย







