
ผ่าทางตัน-โอกาสสำหรับผู้กล้า
สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันนี้กำลังเข้าสู่จุดอับ เป็นทางตันทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่สิ้นคนกล้า ในทุกวิกฤตจะมีโอกาสเสมอสำหรับคนที่ไม่ท้อถอย ในทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข อยู่ที่ใครจะกล้าตัดสินใจ
สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันนี้กำลังเข้าสู่จุดอับ เป็นทางตันทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่สิ้นคนกล้า ในทุกวิกฤตจะมีโอกาสเสมอสำหรับคนที่ไม่ท้อถอย ในทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข อยู่ที่ใครจะกล้าตัดสินใจ
โอกาสสำหรับวีระบุรุษ นานๆ จึงจะมีสักครั้ง ไม่ได้เกิดสถานะการณ์ที่จะสร้างได้บ่อยนัก
ความแตกแยกในทางการเมืองที่แบ่งเป็น 2 ขั้ว เหมือนเส้นขนานที่ไม่มีโอกาสปรับเข้าหากันได้ เป็นความแตกแยกที่ลงลึกถึงครอบครัว เป็นสภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศนี้ แต่เพิ่งเกิดในทศวรรษที่ผ่านมา หลังการเข้ายึดกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของคนที่ชื่อทักษิณ
การเมืองจึงไม่มีทางออก ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยวิถีทางการเมือง
ในทางกฎหมาย สถานการณ์วันนี้อยู่นอกเหนือบทบัญญัติของกฎหมาย เป็นสุญญากาศที่ต้องใช้ความกล้าหาญในการแก้ปัญหา ลองดูครับว่า อะไรเป็นทางตัน
ประการแรก ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวแล้ว ประเทศเราวันนี้มีนายกรัฐมนตรีหรือผู้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีหรือไม่
ความเป็นรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์ที่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 มีผลทำให้หลุดจากตำแหน่งไปเลย ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ยอมรับโดยได้ตั้งนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ให้ทำหน้าที่แทน จึงเกิดประเด็นในทางกฎหมายว่า นิวัฒน์ธำรงมีอำนาจทำได้แค่ไหน
กฎหมาย ครม.ที่เหลืออยู่นำมาอ้างถึงคือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งได้บัญญัติถึงวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการแทนและรักษาราชการ และการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปเลย โดยมีรายละเอียดที่ควรรู้ดังนี้
พ.ร.บ.ดังกล่าวแบ่งการบริหารราชการไว้ 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น สำหรับราชการส่วนกลาง ได้แบ่งการปฏิบัติราชการไว้ 4 ประเภท คือ
1.สำนักนายกรัฐมนตรี
2.กระทรวงหรือทบวงที่มีฐานะเท่ากระทรวง
3.ทบวงที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง
4.กรมหรือหน่วยงานเทียบเท่ากรม
การจัดระเบียบบริหารราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ในหมวด 1 ซึ่งได้กำหนดอำนาจหน้าที่ การบังคับบัญชาภายในสำนักนายกรัฐมนตรีไว้ โดยมีมาตรา 10 บัญญัติไว้ว่า
“สำนักนายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม สำนักนายกรัฐมนตรีมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงานในสำนักนายกรัฐมนตรีให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนุมัติ โดยจะให้มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได้
ในกรณีที่มีรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือมีทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การสั่งและการปฏิบัติราชการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่เพราะนายกรัฐมนตรีตาย ขาดคุณสมบัติ ต้องคำพิพากษาให้จำคุก สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง หรือวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน
ในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ให้คณะรัฐมนตรีดังกล่าวอำนวยความสะดวกให้หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ดำเนินการใดๆ เท่าที่จำเป็น เพื่อรับแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาเตรียมการดำเนินการได้”
ความสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่วรรคสี่ แต่ที่ต้องยกบทกฎหมายมาทั้งมาตราก็เพื่อจะได้เห็นว่าอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายฉบับนี้ เป็นอำนาจการบังคับบัญชาภายในสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่เฉพาะของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ
นิวัฒน์ธำรงจึงเป็นเพียงผู้ปฏิบัติหน้าที่บริหารจัดการภายในสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น อำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี นิวัฒน์ธำรงจะทำไม่ได้ โดยเฉพาะอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
การออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่จะทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการได้
การพ้นจากตำแหน่งเฉพาะตัว รัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคท้าย จึงได้กำหนดให้ดำเนินการตามมาตรา 172 และ 173 โดยอนุโลม ซึ่งก็คือให้สภาผู้แทนหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใน 30 วัน
แต่บังเอิญในขณะนี้ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร มีแต่วุฒิสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้ทำหน้าที่ได้ในกรณีจำเป็น ตามมาตรา 132
เมื่อไม่มีบุคคลที่จะตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งได้ ในขณะที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีกระบวนการหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ไม่มี สส. จึงเป็นทางตันที่ผู้มีหน้าที่ต้องใช้ความกล้าหาญในการหาทางออกเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
ปปช.เคยได้โอกาสที่จะแก้ไขวิกฤติของชาติมาก่อนแล้ว แต่ปปช.ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป จนศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างกล้าหาญ วินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่ง เท่ากับเป็นการใส่พานให้กับวุฒิสภาแล้ว
วันนี้โอกาสจึงอยู่ที่วุฒิสภาว่า จะมีความกล้าหาญพอที่จะผ่าทางตันให้กับประเทศชาติหรือไม่ หรือจะปล่อยให้ประเทศชาติอยู่ในภาวะสุญญากาศอย่างนี้ต่อไป จนเกิดความรุนแรง เกิดการสูญเสียบาดเจ็บล้มตายไปมากกว่านี้ อนาคตของประเทศไทยในวันนี้อยู่ในมือของวุฒิสภาแล้ว
ท่านประธานวุฒิสภามีความกล้าหาญเพียงพอที่จะนำพาประเทศไปในทิศทางแห่งความถูกต้องหรือไม่







