
คว้าน้ำเหลวล่ามือยิงเอ็ม 79 ตร.รับไร้หลักฐานบึ้ม 56 ลูก
ข้อมูลการลอบยิงระเบิดชนิดเอ็ม 79 ที่ บช.น.เปิดเผย นับตั้งแต่ชุมนุมกปปส.ลูกแรกเกิดขึ้น 29 มค.57 จนถึงขณะนี้มีแล้วทั้งสิ้น 34 ครั้ง จำนวน 56 ลูก
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ข้อมูลการลอบยิงระเบิดชนิดเอ็ม 79 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ออกมาเปิดเผยนับตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม กปปส. โดยลูกแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2557 และเกิดขึ้นเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง มีแล้วทั้งสิ้น 34 ครั้ง จำนวน 56 ลูก
จุดประสงค์ของการลอบก่อเหตุพัฒนาขึ้นตามลำดับ สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองที่ใกล้จะถึงจุดแตกหัก โดยแรกเริ่มเดิมทีเป็นการยิงเพื่อข่มขู่ ไม่หวังผลถึงกับชีวิต พิกัดอยู่ใกล้เคียงพื้นที่การชุมนุมที่กระจัดกระจายทั่วทั้ง กทม. เรื่อยมาจนถึงการยิงที่หวังผลในสถานที่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานศาล โรงพยาบาล หรือแม้แต่องค์กรเอกชน
ล่าสุดช่วงค่อนเช้าวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ระเบิดเอ็ม 79 ที่ยิงเข้าใส่พื้นที่ชุมนุม กปปส. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอีก 3 ลูก ชัดเจนว่าต้องการทำลายล้างให้เกิดความสูญเสียอย่างหวังผล
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีกนับ 20 ราย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันในห้วงการยิงแต่ละครั้งของคนร้าย คือตำรวจไม่สามารถลากตัวมือยิงมาดำเนินคดีได้แม้แต่รายเดียว
คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับภารกิจไล่ล่ามือยิงเอ็ม 79 ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ?
พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการยิงเอ็ม 79 อย่างน่าสนใจว่า หลังเกิดเหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 หลักฐานที่สำคัญที่สุดคือปลอกของระเบิดหลังจากการยิง ซึ่งตรงนี้ตำรวจอยากได้มาก แต่ด้วยธรรมชาติของระเบิดเอ็ม 79 คือเมื่อยิงออกไปแล้วปลอกจะติดไปกับปืน แตกต่างกับกระสุนปืนที่ปลอกจะตกลงในบริเวณที่เกิดเหตุ นั่นคืออุปสรรคที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามผู้ก่อเหตุยาก
มือเก็บกู้ระเบิดรายนี้ อธิบายอีกว่า ที่ผ่านมาปลอกเอ็ม 79 ตำรวจเก็บได้หลังจากเกิดเหตุยิงรวม 2 จุด คือที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และที่ย่านนนทบุรี ซึ่งปลอกทั้งสองที่เป็นล็อตหมายเลขเดียวกัน นั่นก็เพียงพอจะอนุมานได้ว่ากลุ่มคนร้ายมาจากกลุ่มเดียวกัน และใช้ระเบิดเอ็ม 79 จากกลุ่มเดียวกันเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ต้องมาเจอทางตันจนไม่สามารถสืบต่อไปได้อีก เพราะด้วยว่าล็อตหมายเลขตัวนี้ถูกซื้อไว้นานแล้ว และคาดว่าคนร้ายคงจะสะสมระดมอาวุธไว้มาอย่างยาวนาน เพื่อนำมาก่อเหตุในช่วงเวลาที่เหมาะสม
“กลุ่มคนที่ก่อเหตุผมบอกได้ว่ามาจากทั้งสองกลุ่ม คือกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มที่ต่อต้าน โดยคาดหวังเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบางอย่าง แล้วระเบิดแบบนี้มันหาซื้อกันง่ายมาก ของราชการแน่นอนว่าต้องคุมเข้มอยู่แล้ว ไม่มีทางเล็ดลอดออกมาได้ แต่พวกที่ไปซื้อตามตลาดมืด ตามแนวชายแดน มันสามารถเอาเข้ามาก่อเหตุได้อย่างไร้การตรวจสอบ” ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ให้ความเห็น
พ.ต.อ.กำธร ยอมรับว่าหน่วยเก็บกู้เป็นเพียงหน่วยที่ทำงานตามหลัง คือหลังเกิดเหตุจึงจะสามารถเข้าเก็บหลักฐานส่งมอบต่อให้กับพนักงานสืบสวนและสอบสวนไปสาวต่อถึงตัวคนร้าย แต่ด้วยที่ว่าหลักฐานอาจจะไม่เพียงพอ จึงทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นเงาหัวของคนร้าย
นอกจากนี้ แม้ว่าตำรวจจะตั้งด่านเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุมากแค่ไหน แต่ในเมื่อคนร้ายจ้องที่จะหาจุดอ่อนของด่านตรวจก็สามารถลักลอบเข้าไปก่อเหตุได้อยู่ดี ดังนั้นจึงเกิดความลำบากในการติดตามตัวคนร้าย
หากมองย้อนไปยังสถิติการก่อเหตุยิงระเบิดชนิดเอ็ม 79 เมื่อครั้งที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมเมื่อปี 2553 พบว่าเกิดเหตุไปทั้งหมด 39 ครั้ง รวมลูกระเบิด 41 ลูก และหากการชุมนุม กปปส.ครั้งนี้ยังไม่จบง่ายๆ เชื่อว่าการก่อเหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 หรือความรุนแรงหลากชนิด จะยิ่งถาโถมเข้าใส่การชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าปี 2553
ที่น่าสนใจจากอีกมุมของแหล่งข่าวอดีตนายตำรวจมือปราบชื่อดัง บอกเล่าถึงสาเหตุที่คนร้ายยังสามารถลอยนวลอยู่ได้ นั่นเป็นเพราะตำรวจในยุคนี้ “ไม่มีความกล้า” เพียงพอที่จะก้าวไปจับกุมคนร้าย ด้วยเพราะว่าคนร้ายที่พูดถึงนั่นย่อมมีคนคุ้มกะลาหัวระดับใหญ่โต ตำรวจจึงเกิดลูกเกรงใจ
“เขารู้กันอยู่แล้วว่าใครทำ ถ้าจะสืบจะเอาตัวมาสอบก็ไม่ยากเกินความสามารถของตำรวจไทยแน่นอน แต่พวกนี้พอทำเสร็จแล้วก็จะหนีหายไปกบดานประเทศเพื่อนบ้านบ้าง หรือหากอยู่ในประเทศก็จะอยู่ในความคุ้มครองของผู้ใหญ่ทั้งมีสีและไม่มีสี เอาง่ายๆ คือตำรวจรู้ สืบจริงๆ ต้องรู้ว่าเป็นใคร อยู่ฝั่งไหน แต่การจะไปเอาตัวนี่สิ กล้าหรือเปล่า” อดีตตำรวจนายนี้ ย้ำ
ทุกวันนี้หน่วยงานหลักในการสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้กับชีวิตประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง คือ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)
ทุกความคาดหวังจึงพุ่งเป้าไปยัง ศอ.รส. ซึ่งไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียนี้ไปได้







