
กระแสปฏิรูปกับแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง (ตอน 2)
ปลัดกระทรวงแรงงานให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สำนักงานเศรษฐกิจการแรงงานสำรวจแนวโน้มความต้องการแรงงานตั้งแต่ปี 2557-2561...คือ ใน 5 ปีข้างหน้า ไทยจะมีความต้องการแรงงานโดยรวมถึง 40,473,484 คนต่อปี
ปลัดกระทรวงแรงงานให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สำนักงานเศรษฐกิจการแรงงานสำรวจแนวโน้มความต้องการแรงงานตั้งแต่ปี 2557-2561...คือ ใน 5 ปีข้างหน้า ไทยจะมีความต้องการแรงงานโดยรวมถึง 40,473,484 คนต่อปี
ประมาณว่า ต้องการแรงงานส่วนเพิ่มรวมโดยเฉลี่ยปีละ 995,514 คน
แจกแจงเป็นแรงงานที่ต้องเพิ่ม เพราะมีตำแหน่งงานเพิ่มเข้ามาปีละ 268,287 คน และเป็นแรงงานที่เข้าทดแทนแรงงานเก่าที่ออกไปจากตลาดแรงงาน 727,227 คนต่อปี !
งานสำรวจวิจัยนี้ได้มาจากการสำรวจสถานประกอบการที่อยู่ในระบบประกันสังคม 28ประเภทกิจการ โดยการสุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนถึง 35,107 แห่ง
ค้าปลีกค้าส่ง มีความต้องการแรงงานมากที่สุด รองมาคือ กิจการยานยนต์และชิ้นส่วน ส่วนลำดับสามคือ กิจการก่อสร้าง
ตำแหน่งงานที่ขาดแคลนแรงงานมากที่สุดคือ พนักงานขายและผู้นำเสนอสินค้า รองลงมาคือ ช่างไม้ ช่างซ่อมและปรับแต่งเครื่องจักรกลทั่วๆ ไป
งานเหล่านี้ส่วนมากนายจ้างและสถานประกอบการย่อมต้องการลูกจ้างคนไทยนั่นแหละ แต่ถ้าขาดแคลนหนักๆ จะหาเอาจากไหน ถ้าไม่ใช่ลูกจ้างต่างด้าวที่พอทำงานเหล่านี้ได้
นี่เป็นงานกึ่งฝีมือขึ้นไปทั้งนั้นแหละครับ...ส่วนงานไร้ฝีมือ เช่น กรรมกรในงานก่อสร้าง ช่างปูน ช่างผูกเหล็ก งานประมงสารพัดอย่าง งานแปรรูปและงานบรรจุสินค้าเข้าบรรจุภัณฑ์ งานในแปลงเกษตร งานรับใช้ในบ้าน งานโกดังเก็บสินค้า งานทำความสะอาดอาคาร งานเก็บกวาดทำความสะอาดถนนในหมู่บ้านจัดสรร งานคัดแยกสินค้า งานบริการตามสถานีบริการน้ำมันและก๊าซ
ลองสังเกตดีๆ เถอะครับ...เหลือคนไทยทำงานตำแหน่งนี้กี่มากน้อย?
แปลว่า ดีมานด์ มีมากมาย ยิ่งเมื่อจะมีการเชื่อมโครงข่ายคมนาคมในอาเซียน ย่อมทำให้ซัพพลายเคลื่อนไหวย้ายตามดีมานด์ได้สะดวกไปด้วย
โถ...ขนาดเป็นป่าเขา...มีสายน้ำขวางกั้น...ยังมากันเป็นล้านคน ยิ่งในภาวะภัยแล้งเกิดทั่วไปในภูมิภาคและระบบชลประทานของไทยมีความพร้อมมากที่สุดในซีกโลกด้านนี้ ย่อมมีความต้องการแรงงานมาทำงานบนที่ดินในเขตชลประทานเข้มข้นขึ้น
ปฏิรูปประเทศไทยคราวนี้ คงต้องคิดกันให้ถี่ถ้วนว่าเราควรมีนโยบายเรื่องแรงงานต่างด้าวทั้งในระดับฝีมือ ระดับกึ่งฝีมือ และระดับไร้ฝีมือ...อย่างไร
ถ้าวางนโยบายที่เป็นไปได้ บริหารได้ จึงจะเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย รักษาความมั่นคงของชาติได้ พร้อมๆ ไปกับรักษาความมั่นคงของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะคนสัญชาติไทยหรือแรงงานต่างชาติที่เข้ามา
ผมเห็นว่าตัวบทกฎหมายไม่ใช่อุปสรรคหรอก
อุปสรรคที่แท้จริงอยู่ที่ความชัดเจนของแนวนโยบายแห่งรัฐในเรื่องนี้มากกว่า จะเอายังไงถึงบริหารได้จริง
ที่ว่ากฎหมายไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะทั้ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 ต่างก็มีบทอุดช่องว่างที่ควรชื่นชมว่ายืดหยุ่นดีทั้งคู่
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 17 บอกว่า “ในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีมหาดไทยโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี จะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด หรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใดๆ หรือจะยกเว้นไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ ในกรณีใดๆ ก็ได้”
“ส่วน พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าวฉบับใหม่ พ.ศ. 2551 นั้น ได้รับการปรับปรุงให้ยืดหยุ่นดีขึ้นแล้ว อาศัยเพียงกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 กับประกาศกระทรวงตามมาตรา 13 ทั้งกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงนี้ เป็นอำนาจที่ ครม.จะกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างใดก็ได้ทั้งยังมีระบบกองทุนประกันค่าใช้จ่ายในการส่งกลับไว้ให้เรียบร้อย”
มีกฎหมายแค่ 2 มาตรานี้ บวกคำอธิบายที่นิ่งพอ ปฏิบัติได้ ระบบอื่นๆ ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายจะเคลื่อนเข้ามาประกอบได้เอง
เพียงแต่ตอนนี้รัฐบาลเป็นเพียงรักษาการ ไม่มีความแน่ใจในการเสนอ ครม.ให้อนุมัติต่ออายุคนต่างด้าวที่เคยมีบัตรอยู่แล้วตามระบบ เลยทำให้แรงงานเหล่านี้...เถื่อนไปตามระเบียบ อย่างไม่มีความผิด !
เพียงแต่ตอนนี้รัฐบาลรักษาการช่วยต่ออายุการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่เคยได้รับบัตรอยู่เดิมและเพิ่งหมดอายุลง ให้สามารถขยายอายุออกไปอีก 6 เดือน หรือจนกว่ารัฐบาลใหม่จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง







