
มองไม่ถึงแก่น
ประเทศไทยตกเป็นข่าวนำของสื่อต่างชาติหลายสำนักอีกครั้งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติตัดสินเป็นเอกฉันท์ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมของไทย พ้นจากตำแหน่งพร้อมรัฐมนตรีอีก 9 คน ในข้อหากระทำผิดรัฐธรรมนูญ โยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องและเครือญาติ
ประเทศไทยตกเป็นข่าวนำของสื่อต่างชาติหลายสำนักอีกครั้งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติตัดสินเป็นเอกฉันท์ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมของไทย พ้นจากตำแหน่งพร้อมรัฐมนตรีอีก 9 คน ในข้อหากระทำผิดรัฐธรรมนูญ โยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องและเครือญาติ
แน่นอนว่าการหลุดจากตำแหน่งผู้นำประเทศของไทย เป็นเรื่องใหญ่และเป็นความคืบหน้าล่าสุดของสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ยืดเยื้อกินเวลามานานกว่า 195 วัน นับตั้งแต่การเริ่มชุมนุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2556 และอาจจะเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในไทยให้เกิดขึ้นอีกระลอกก็เป็นได้
ในมุมมองของสื่อต่างชาติ และนักวิเคราะห์ต่างแดนที่ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง แม้การหลุดจากตำแหน่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าโทนเสียงส่วนใหญ่ของคนนอกเหล่านี้ กลับค่อนข้างกังขากับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก
เหตุผลเพราะหากมองในมุมที่สื่อนอกเหล่านี้มอง การใช้อำนาจผู้นำประเทศในการโยกย้ายปรับเปลี่ยนข้าราชการเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ซึ่งแน่นอนว่าการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องเป็นความผิดที่ร้ายแรง แต่หากนำเกณฑ์การตัดสินของไทยไปใช้กับนักการเมืองหรือผู้นำประเทศอื่นๆ ทั่วโลก สื่อต่างชาติเหล่านี้เชื่อมั่นว่าจะมีผู้นำหรือนักการเมืองในหลายประเทศหลุดจากตำแหน่งตนเองทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ สื่อต่างประเทศมองในภาพกว้างตามประสาคนวงนอกว่า การกระทำของผู้นำไทยครั้งนี้ เป็นเพียงระดับที่เล็กน้อยมากถ้าเปรียบเทียบกับการใช้อำนาจในทางมิชอบในเวทีการเมืองต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี สื่อต่างชาติที่วิพากษ์วิจารณ์ไทย มีหลายประเด็นที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจรากเหง้าของปัญหา และเห็นว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลายร่างเป็นรัฐบาลเผด็จการ รวมหัวกับวุฒิสภาออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับนักการเมืองที่คอร์รัปชั่นไม่ต้องรับผิด นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของเขาหรือไม่
ในหลายประเทศรัฐมนตรีแค่ถูกจับได้ว่าคอร์รัปชั่น ก็ฆ่าตัวตาย หรือถูกศาลสั่งประหารชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นกับนักการเมืองไทย หากไม่เข้าใจปัญหาของไทย การวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ไม่ต่างกับการมองปัญหาแค่ผิว ไม่ได้มองลงไปถึงแก่น และไม่มีประโยชน์ที่จะต้องรับเอาความเห็นเหล่านั้นมาใส่ใจ







