
วุฒิสภาเท96เสียงเลือกสุรชัยนั่งประธาน
วุฒิสภา 96 เสียงเลือก "สุรชัย"นั่งประธานวุฒิสภา ส่วน "จงรัก" ได้ 51 คะแนน ลั่นพร้อมนำวุฒิสภาแก้ปัญหาการเมือง
วุฒิสภา 96 เสียงเลือก "สุรชัย"นั่งประธานวุฒิสภา ส่วน "จงรัก" ได้ 51 คะแนน ลั่นพร้อมนำวุฒิสภาแก้ปัญหาการเมือง
การประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เมื่อวันที่ 9 พ.ค.เป็นอย่างเข้มข้นเมื่อฝ่ายสว.เลือกตั้งพยายามขอให้ที่ประชุมเลื่อนวาระดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาอาจจะเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญที่กำหนดให้เฉพาะการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)คนใหม่และกรรมการตุลาการศาลปกครอง เท่านั้น แต่สว.ฝ่ายสรรหาเห็นว่าควรดำเนินการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว เพราะวุฒิสภาควรมีประธานวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ เมื่อไม่อาจหาข้อยุติได้ส่งผลให้ต้องตัดสินด้วยเสียงข้างมากของวุฒิสภา ปรากฏว่าที่ประชุมมีเสียงข้างมาก 96ต่อ17คะแนนให้วุฒิสภาดำเนินการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาตามระเบียบวาระ
ต่อมานายมณเฑียร สงฆ์ประชา สว.ชัยนาท ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ สว.สรรหา เป็นประธานวุฒิสภา ต่อมานางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง สว.สรรหา เสนอชื่อ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานวุฒิสภา โดยไม่มีสว.คนใดเสนอชื่อนายจองชัย เที่ยงธรรม สว.สุพรรณบุรี เป็นประธานวุฒิสภา จากเดิมที่มีข่าวนายจองชัยจะลงสมัครในตำแหน่งดังกล่าว
นายสุรชัย ได้ลงจากเก้าอี้ประธานในที่ประชุมเพื่อให้ม.ร.ว.วุฒิเลิศ เทวกุล สว.สรรหา ในฐานะสว.ที่มีอายุสูงสุดขึ้นมาทำหน้าที่ควบคุมการประชุมแทน
จากนั้นม.ร.ว.วุฒิเลิศ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ลงสมัครตำแหน่งประธานวุฒิสภาทั้งสองคนได้แสดงวิสัยทัศน์ โดยพล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า การเป็นประธานวุฒิสภาต้องมีคุณสมบัติ สองประการ คือ ต้องวางตัวกลางเป็นกลางทางการเมืองและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ส่วนตัวยึดถือว่าเสมอการเมืองนั่นย่อมเปลี่ยนแปลงได้แต่ความถูกต้องจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกับเมื่อครั้งเคยดำเนินคดีสอบสวนในฐานะตำรวจในอดีตที่ผ่านมา
“ต้องปฏิบัติตนตามรัฐธรรมนูญโดยจะต้องไม่ดำเนินการใดๆที่ไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ผมมีความเข้าใจกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ผมเชื่อมั่นว่าจะนำพาให้วุฒิสภาเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน”พล.ต.อ.จงรัก กล่าว
นายสุรชัย กล่าวว่า การเมืองไทยในขณะนี้มีความขัดแย้งสูงและวุฒิสภาเป็นเพียงองค์กรเดียวที่เหลืออยู่ในการทำหน้าที่ ดังนั้น ในระหว่างที่รัฐบาลรักษาการกำลังมีความขัดแย้งกับประชาชน ทำให้วุฒิสภาไม่อาจนิ่งเฉยได้ ขออาสาเป็นผู้นำก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับการเมืองมีคำถามจากสว.หลายคนมากมายว่าส่วนตัวจะลาออกจากตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง เพราะตำแหน่งหน้าที่ไม่ได้เป็นเครื่องหมายที่บอกเรามีบารมีแต่เป็นสิ่งที่ตระหนักว่าเรากำลังมีหน้าที่
“ไม่ว่าผลการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาจะออกมาอย่างไร ผมก็จะทำตามคำพูดที่ผมได้แสดงวิสัยทัศน์ไว้ในระหว่างเมื่อครั้งลงสมัครตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1”นายสุรชัย กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อปี 2551 นายสุรชัย เคยกล่าววิสัยทัศน์ระหว่างสมัครตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ว่า หากมีส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ จะเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และคนที่ 2 กันใหม่
โดยผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่านายสุรชัยได้รับเลือกให้ประธานวุฒิสภา 96 คะแนน ขณะที่พล.ต.อ.จงรัก ได้ 51 คะแนน ขั้นตอนต่อจากนี้เลขาธิการวุฒิสภาจะส่งชื่อนายสุรชัยไปให้นายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อไปตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาข้อที่ 8
ต่อมา เมื่อเวลา 22.00น.ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเลือกนายพีระศักดิ์ พอจิต สว.อุตรดิตถ์ เป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ด้วยคะแนน 89 คะแนน ขณะที่ นายจองชัย เที่ยงธรรม สว.สุพรรณบุรี ได้เพียง 57 คะแนน โดยขั้นตอนต่อจากนี้เลขาธิการวุฒิสภาจะส่งชื่อนายสุรชัยไปให้นายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อไปตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาข้อที่ 9







