
คุมค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระบบสุขภาพไทยเดินผิดทาง
ขณะนี้โครงสร้างประชากรประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว และกำลังเข้าสู่โครงสร้างประชากรสูงอายุ เนื่องมาจากอัตราการเกิดของประชากรเริ่มลดลง จากเดิมค่าเฉลี่ยผู้หญิง 1 คน จะคลอดบุตร 2.1 คน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1.4 คน ไม่เพียงพอต่อการทดแทน เพราะครอบครัวหนึ่งจะมีประชากร 2 คน คือ พ่อและแม่
ขณะนี้โครงสร้างประชากรประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว และกำลังเข้าสู่โครงสร้างประชากรสูงอายุ เนื่องมาจากอัตราการเกิดของประชากรเริ่มลดลง จากเดิมค่าเฉลี่ยผู้หญิง 1 คน จะคลอดบุตร 2.1 คน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1.4 คน ไม่เพียงพอต่อการทดแทน เพราะครอบครัวหนึ่งจะมีประชากร 2 คน คือ พ่อและแม่
พูดง่ายๆ คือ ขณะนี้มีเด็กเกิดใหม่ที่มาทดแทนประชากรเพียงแค่ 2 ใน 3 เท่านั้น
สถานการณ์ประชากรที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ที่ผ่านมาไทยจึงต้องพึ่งแรงงานต่างชาติ แม้ว่าหลายคนจะรู้สึกไม่ดีต่อแรงงานเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นกลุ่มคนที่ช่วยในด้านการสร้างเศรษฐกิจ การเกษตร และถือว่าเราเป็นหนี้บุญคุณคนเหล่านี้ และแม้ว่าหลายคนจะบ่นการขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน แต่หากเราไม่มีแรงงานต่างชาตินี้ เชื่อว่าค่าแรงที่เป็นอยู่คงจะสูงทะลุ 300 บาทไปนานแล้ว
อย่างไรก็ตาม จากการเปิดประชาคมอาเซียน ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มออกตัวสตาร์ท ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงชัตดาวน์ เชื่อว่าเมื่อประเทศเกิดการพัฒนา แรงงานต่างชาติที่ทำงานในบ้านเราคงกลับประเทศ ซึ่งจะทำให้ปัญหาประชากรในประเทศรุนแรงมากขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจรวมไปถึงปัญหาสุขภาพจากสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการเดินหน้านโยบายสุขภาพด้วยการสร้างนำซ่อม แต่เป็นเพียงการชะลอภาวะการป่วยด้วยโรคเรื้อรังให้ช้าออกไป เพราะไม่ว่าอย่างไรผู้สูงอายุที่นับวันจะมีอายุเพิ่มมากขึ้น โรคเรื้อรังเหล่านั้นก็จะมาในที่สุด
ดังนั้น จึงอย่าหวังว่าการเดินหน้านโยบายสร้างนำซ่อมจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศลดลงได้
นอกจากนี้ ที่ผ่านมามีนักวิชาการต่างประเทศพูดถึงตรรกะที่ว่า “ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่โตเร็วกว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ประเทศขาดความยั่งยืน” ผมเห็นว่าเป็นตรรกะวิบัติ
เพราะเมื่อดูในข้อเท็จจริงแล้ว การที่รายจ่ายด้านใดด้านหนึ่งเพิ่มขึ้น ไม่ได้บอกว่าประเทศแย่ลง แต่กำลังบอกว่าประเทศกำลังพัฒนาไปในทางที่ควรจะเป็นมากกว่า
ตรรกะข้างต้นนี้ได้เข้ามามีบทบาท ส่งผลให้ประเทศไทยเดินเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพด้วยแนวคิดที่ผิด
เพราะไปเน้นระบบหลักประกันสุขภาพที่ควบคุมค่าใช้จ่าย และใช้การปฏิรูปการเงินด้านสุขภาพเป็นหัวใจ แต่ในความเป็นจริงระบบหลักประกันสุขภาพที่เป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ ต้องตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนได้
ระบบหลักประกันสุขภาพที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้นั้น ต้องเป็นระบบที่ประชาชนเข้าไปใช้บริการได้อย่างมั่นใจ เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพในยุโรป แม้ว่าจะเป็นระบบที่เข้าถึงบริการได้ยากกว่าระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยมาก ผ่าตัดแต่ละครั้งต้องรอคิวนาน 618 เดือน แต่เมื่อคนยุโรปเข้ารักษาในระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐแล้ว จะไม่ห่วงกังวลในเรื่องคุณภาพการรักษาหรือบริการว่า จะได้รับการบริการชั้น 2 หรือจะได้รับการรักษาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
ขณะที่คนไทยยังมีคำถามนี้อยู่มาก
การที่ระบบหลักประกันสุขภาพไทยมาเน้นที่การลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งความเป็นจริงคงเป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศเรามีการรักษาพยาบาล 2 ระบบ นอกจากจะมีระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว ยังมีโรงพยาบาลเอกชนที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับโรงพยาบาลรัฐในการให้บริการ และมีคนไทยยอมจ่ายเพื่อเข้ารับบริการจำนวนมาก แทนที่จะยอมจ่ายเป็นภาษีเข้ารัฐเพื่อทำให้ระบบการรักษาดีขึ้นเช่นเดียวกับในยุโรป โดยต่างเลือกที่จะเก็บเงินไว้ที่ตัวเองแทนที่จะให้รัฐ และเมื่อถึงเวลาเจ็บป่วยจะได้เลือกโรงพยาบาลและเลือกหมอเพื่อเข้ารักษาเอง
ส่วนระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐก็ปล่อยไปตามมีตามเกิด
สุดท้ายต้องยอมรับว่า หากเราจะสร้างระบบหลักประกันสุขภาพที่ดี ต้องเป็นระบบที่ทุกชนชั้นพร้อมฝากผีฝากไข้ไว้กับระบบนี้ได้ ไม่ใช่พอถึงเวลาเจ็บป่วยก็เดินไปใช้ระบบอื่น
ปัญหาระบบสุขภาพของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า จะเป็นเรื่องพัฒนาระบบในด้านคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการประชาชน และความต้องการทรัพยากรที่เป็นไปตามจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ ไม่แต่เฉพาะงบประมาณ แต่รวมถึงทรัพยากรด้านการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์
ขณะนี้เรากำลังประสบปัญหาจากการที่มี 2 ระบบรักษาพยาบาล คือ ภาครัฐและเอกชน ทำให้ภาครัฐต้องแข่งขันเพื่อดึงบุคลากรให้อยู่ในระบบ ไม่แต่เฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่รักษาคนในประเทศ แต่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลเอกชนที่รักษาชาวต่างชาติ เป็นกำลังซื้อจากต่างประเทศ และที่ผ่านมานโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้ก็ไม่ชัดเจน
บางประเทศในยุโรปอย่างแคนาดา อังกฤษ จะถกเถียงกันว่า จะยอมให้ประเทศมีระบบรักษาพยาบาลที่เป็นเอกชนเกิดขึ้น และให้ประชาชนมีสิทธิเลือกรับบริการได้หรือไม่ เพราะประเทศเหล่านี้ต่างตระหนักดีว่า หากยอมให้มี 2 ระบบรักษาพยาบาลในประเทศ ทรัพยากรที่มีจะถูกถ่ายเทด้วยกำลังเงินไปยังเอกชน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา
ผมเห็นว่าระบบสุขภาพประชากรในอนาคตจะเป็นปัญหาใหญ่ และด้วยคุณภาพประชากรในอนาคต ทำให้เราต้องทุ่มเททรัพยากรมากขึ้น รวมถึงต้องมีระบบการจัดการ เพราะหากยังปล่อยให้เกิดการแข่งขัน มีการใช้เงินในการเดินหน้าระบบสุขภาพ กำลังซื้อเหล่านั้นจะทำให้เกิดการแย่งทรัพยากร และเกิดความไม่เป็นธรรมในระบบเช่นเดิม
ส่วนการปฏิรูประบบสุขภาพซึ่งมีการพูดถึงแนวทางการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมนั้น ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยมีองค์กรใหญ่ด้านสุขภาพที่พูดถึงแนวคิดการกระจายอำนาจ แต่องค์กรใหญ่เหล่านั้นอย่างกระทรวงสาธารณสุข หรือแม้แต่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการตัดสินใจในการดำเนินงานล้วนแต่เป็นการรวมศูนย์ทั้งสิ้น อีกทั้งงบประมาณที่โอนไปยังเขตบริการต่างๆ เพื่อบริหารก็น้อยมาก เนื่องจากตามนโยบาย ส่วนกลางไม่ได้ให้ทำอะไรมากมาย
ประกอบกับเมื่อมีการพูดเรื่องกระจายอำนาจ เพื่อให้โรงพยาบาลไปอยู่ภายใต้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คนในวงการสุขภาพต่างรับไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าต้องอยู่ภายใต้ อบจ. หรือ อบต. อยู่ภายใต้คนไม่มีความรู้ด้านสุขภาพ
หมอจะรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้ด้านสุขภาพมากกว่าคนอื่น และประเทศเราก็ยอมรับว่าคนเป็นหมอเป็นหัวกะทิของประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าหมอจะรู้หมดทุกเรื่อง การที่ไม่รู้และพยายามใช้ฐานะความเป็นหมอเผยแพร่ความคิด อาจนำตรรกะวิบัติมาสู่สังคม







