
กปปส.ลุยยกสุดท้ายไม่ง่าย
มติศาลรัฐธรรมนูญ 9 ต่อ 0 วินิจฉัยให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพ้นสถานภาพ พร้อมกับ ครม.บางส่วน
โดย...ทีมข่าวการเมือง
มติศาลรัฐธรรมนูญ 9 ต่อ 0 วินิจฉัยให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพ้นสถานภาพ พร้อมกับ ครม.บางส่วน ซึ่งเคยมีส่วนร่วมในการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อปี 2554 นั้น ไม่ได้ทำให้การเมืองเดินหน้าไปสู่สภาพ “สุญญากาศ” อย่างที่บางกลุ่มบางฝ่ายคาดการณ์และหวังว่าจะเป็น “จุดเปลี่ยน” ผลักดัน นายกฯ คนกลาง ตั้งรัฐบาลประชาชน
เพราะแม้นายกฯ จะสิ้นสภาพ แต่รัฐมนตรีที่เหลืออยู่อีก 25 คน ยังคงดำรงสถานะ “รักษาการ” สามารถทำหน้าที่ประคองสถานการณ์ต่อไปได้ตามขอบเขตอำนาจที่มีอยู่อย่างจำกัด พร้อมกับส่งไม้ต่อให้ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ ลำดับแรกที่ยังไม่หลุดจากตำแหน่งขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ขับเคลื่อนรัฐนาวาลำนี้ฝ่ามรสุมในภายภาคหน้าต่อไป
โดยเฉพาะกับการสานต่อภารกิจสำคัญเร่งผลักดันจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่วันที่ 20 ก.ค. ให้สำเร็จลุล่วงได้ สส.ครบ 95% ตามเกณฑ์เปิดประชุมสภา เพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่ ดึงปัญหาความขัดแย้งที่เป็นอยู่ให้กลับเข้ามาสู่ในระบบตามเป้าหมาย
บรรยากาศการเมืองจึงย้อนกลับมาสู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง กับการตรึงกำลังวัดความอึดระหว่างฝั่งรัฐบาลและฝั่งขับไล่รัฐบาล ที่ค่อยๆ บ่มเพาะอารมณ์สะสมความรุนแรงมาตามลำดับ รอวันปะทุเมื่อแกนนำมวลชนทั้งฝั่งออกมานัดหมายเตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ทั้งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งกำหนดวันดีเดย์วันที่ 10 พ.ค. และ กปปส. วันที่ 14 พ.ค.นี้
หากมองจากฝั่ง กปปส.ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาครั้งนี้ แม้จะเป็นผลดีและสอดรับกับข้อเรียกร้องที่เคยเคลื่อนไหวกดดันให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ลาออกจากตำแหน่งรักษาการ แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะเดินไปถึงปลายทางตามที่เคยคิดจะยืมมือ “องค์กรอิสระ” มาช่วยเปิดประตูสุญญากาศลุยแผน “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” เมื่อยังมีรัฐมนตรีอีก 25 ตำแหน่ง ขวางทางอยู่
แต่กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายของ กปปส. เพราะถึงอย่างไรก็ได้ประกาศเตรียมความพร้อมเตรียมเคลื่อนไหว “ยกสุดท้าย” เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. ถึงขั้นนำมวลมหาประชาชนไปตั้ง “สัตยาธิษฐาน” ณ ท้องสนามหลวง ขับไล่ระบอบทักษิณเดินหน้าปฏิรูปจนกว่าจะสำเร็จ
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเงื่อนไขที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้คือ รัฐมนตรี 25 คน ที่เหลือต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งที่ผ่านมาทางฝั่งรัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่า ไม่มีช่องทางตามกฎหมายที่จะเปิดช่องให้ลาออกจากตำแหน่งรักษาการได้ ไม่ว่าจะเพิ่มแรงกดดันเช่นไร หากรัฐมนตรียังยืนยันอยู่ในตำแหน่งต่อไปก็ยากที่จะเดินหน้าสู่เป้าหมายของ กปปส.ได้
หากย้อนดูการเคลื่อนไหวที่ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมากับการปรับกลยุทธ์ยกระดับเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นนัดชุมนุมใหญ่ ชุมนุมย่อย เดินสายดาวกระจาย ปิดหน่วยงานราชการ มาจนถึง “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ตั้งเวทีกระจายย่านกลางเมืองก็ไม่อาจมีพลังเพียงพอจะ “ปิดเกม” นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจนต้องกลับมาตั้งหลักกันที่สวนลุมพินีเดินหน้าเนื้อหาปฏิรูปไปพลางๆ
แม้เที่ยวนี้ กปปส.ตระเตรียมแผนถึงขั้นบุกปิดสถานที่ราชการ บ้านพักรัฐมนตรีควบคู่ไปกับการตัดน้ำตัดไฟ แต่ประเมินทิศทางโดยรวมแล้วยังไม่เห็นทิศทางนี้จะสามารถสร้างแรงกดดันได้มากกว่าที่เคยเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาเท่าไหร่ ยิ่งในเวลาที่ทั้งแกนนำและมวลชนต่างอ่อนล้าสะสมกันมายาวนานต่อเนื่อง
ที่สำคัญการเคลื่อนไหวของ กปปส.เวลานี้ยังต้องเริ่มพะวักพะวนกับความรุนแรงที่ก่อต่อหนักขึ้นเรื่อยมาจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะกับความเคลื่อนไหวของฝั่ง นปช.ที่เริ่มเปิดตัวมาทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล ทั้งการนัดชุมนุมใหญ่ที่ถนนอักษะไปจนถึงการจัดตั้งกองกำลังกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ภายใต้การนำของแดงสายฮาร์ดคอร์ อย่าง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ระดมคนเสื้อแดงหลายรอบร่วมแสนคน
พร้อมขีดเส้นรอจังหวะสุกงอมออกมาเคลื่อนไหว เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พ้นสภาพ ดังจะเห็นว่าเวลานี้เริ่มเห็นปรากฏการณ์ จดหมายที่อ้างว่าเป็นของ โกตี๋วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำแดงปทุมธานี ที่เรียกร้องไปถึง “เรดการ์ดอาร์มี่คนเสื้อแดง” ว่าถึงเวลาสู้หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสิน
“ใต้ดินหน่วยจรยุทธ ข้าวของครบ ผมจะเดินเกมกับแนวร่วมแดงอิสระเอง ไม่ต้องปราศรัย ไล่ล่าชื่อแล้ว สถานการณ์วันนี้ต้องล่าหัวพวกมันอย่างเดียว ในเมื่อพวกมันเล่นงานพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ข้อความในจดหมายระบุ
นั่นย่อมทำให้การเคลื่อนไหวของ กปปส.นับจากนี้ ไม่สะดวกเหมือนช่วงที่ผ่านมา ยิ่งมีสัญญาณตาต่อตาฟันต่อฟันของ นปช. ซึ่งพร้อมจะเปิดหน้าชนกับ กปปส.ได้ทุกเมื่อ ยิ่งทำให้ กปปส.ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อไม่ให้กระทบสิ่งที่ได้เพียรพยายามควบคุมการชุมนุมให้อยู่ในกรอบของสันติอหิงสา
อีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ กปปส.เดินหน้าสู่เป้าหมายยากขึ้น คือความพยายามของรัฐบาลที่เร่งผลักดันการเลือกตั้งวันที่ 20 ก.ค. ให้สำเร็จลุล่วงจนได้นายกฯ คนใหม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมทำให้เส้นทางการเคลื่อนไหวของ กปปส.ต้องอ่อนแรงลงไป
ยิ่งเวลานี้ กกต.ได้เตรียมความพร้อมนำเอาบทเรียนเมื่อวันที่ 2 ก.พ.มาเป็นตัวตั้งหาทางอุดช่องโหว่ไม่ให้เป็นโมฆะซ้ำรอยเดิม
เส้นทางหลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาคงจะต้องฝุ่นตลบกันอยู่อีกพักใหญ่ เมื่อต่างฝ่ายต่างต้องช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายของ กปปส.ที่ประกาศเคลื่อนไหวยกสุดท้ายเพื่อปิดเกม







