
กรมจัดหางาน "เอาอยู่" ไม่หวั่นการเมืองร้อน-เศรษฐกิจซบ
สถานการณ์การเมืองที่ยังคงคลุมเครือส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการค้าการลงทุน
โดย...วิทยา ปะระมะ
สถานการณ์การเมืองที่ยังคงคลุมเครือส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการค้าการลงทุน หน่วยงานด้านเศรษฐกิจพร้อมใจกันปรับลดอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งแน่นอนว่ามีผลมาถึงตลาดแรงงาน
บางธุรกิจลดกะทำงาน ลดโอที ขอความร่วมมือพนักงานให้ลาหยุด อีกหลายธุรกิจอยู่ในภาวะ Wait & See ชะลอการจ้างงานใหม่ ส่งผลให้ดีมานด์ในตลาดแรงงานลดลง
แม้ว่าสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า หากการเมืองยังยืดเยื้อต่อไป อัตราการว่างงานจะเพิ่มเป็น 1.1% จะมีแรงงานตกงานไม่น้อยกว่า 5 แสนคน แต่ ประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กลับมั่นใจว่า “ยังเอาอยู่”
อธิบดีกรมการจัดหางาน ฉายภาพตลาดแรงงานโดยรวม ระบุว่า ปัจจุบันอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.9% หรือประมาณ 3.5 แสนคน จากเดิมอยู่ที่ 0.6% หรือ 2 แสนกว่าคน แสดงว่าคนว่างงานมากขึ้น ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่เคยทำงานมาก่อนแต่เปลี่ยนงาน หรือลาออก 2.46 แสนคน มากกว่าแรงงานที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานซึ่งอยู่ที่ 1.04 แสนคน
“สาเหตุที่การเปลี่ยนงาน ลาออกจากงาน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะนายจ้างปิดกิจการมากที่สุด 39.42% รองลงมา คือ การลดจำนวนพนักงาน 35.25% ขณะธุรกิจที่ยังอยู่ก็ไม่เพิ่มปริมาณคนงาน”
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาลงไปเป็นรายอุตสาหกรรม พบว่า อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มหดตัวหรือขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบด้วย สิ่งทอ เครื่องหนัง อัญมณี เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อในประเทศก็ชะลอตัวลง เช่น สาขาก่อสร้าง สาขาอสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า ตัวเลขการว่างงานของประเทศไทยในปีนี้ ไม่น่าจะสูงเกิน 1% เพราะหลังจากนี้เมื่อสถานการณ์การเมืองดีขึ้น ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ น่าจะมีอัตราการบรรจุงานเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
“ตอนนี้มันมี 2 ส่วนประดังเข้ามา 1.นายจ้างไม่ขยายงาน มีการเลิกจ้าง 2.นักเรียนนักศึกษาจบออกมา เลยทำให้ตัวเลขการว่างงานสูงขึ้น คือ ถ้าเฉพาะแรงงานที่อยู่ในตลาดมันวนเวียนกันอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ช่วงนี้มีเด็กจบใหม่มาเพิ่มตัวเลข จำนวนคนว่างงานที่อยู่ 2 แสนกว่าๆ มาโดยตลอด เลยเพิ่มเป็น 3 แสนกว่าคน”
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กรมการจัดหางานมีการเตรียมตำแหน่งงานรองรับไว้มากพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งเสมียนเจ้าหน้าที่ แรงงานพื้นฐาน อาทิ แรงงานด้านการประกอบ แรงงานบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนพนักงานบริการ พนักงานขายในร้านค้า และตลาดซึ่งมีแนวโน้มความต้องการจ้างงานเพิ่มขึ้น
หากสังเกตจะพบว่าตำแหน่งงานที่ต้องการจ้าง จะเป็นงานที่ไม่ได้ต้องการวุฒิการศึกษาสูงมากนัก สวนทางกับคนว่างงานในตลาดที่บางส่วนมีการศึกษาในขั้นปริญญาตรีและไม่สนใจงานลักษณะนี้
ประวิทย์ ยอมรับว่า ปัญหาแรงงานไทยในขณะนี้คือความไม่สอดคล้องกันระหว่างการผลิตแรงงาน และความต้องการแรงงาน เพราะตลาดต้องการผู้จบการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ทั้ง ปวช.และ ปวส. แต่นักเรียนนักศึกษาเลือกที่จะเรียนต่อจนถึงระดับปริญญาตรี ปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 61.49% ขณะที่ ปวช.และ ปวส.มีเพียง 8.92% และ 13.61% ตามลำดับเท่านั้น
ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ความต้องการแรงงานระหว่างปี 2557-2560 ของ ส.อ.ท. คาดว่าจะมีความต้องการแรงงานปีละ 1.65 แสนคน หากเป็นระดับอาชีวศึกษา มีความต้องการช่างกลโรงงานถึง 50% รองลงมา คือ ช่างเชื่อม 20% ช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ช่างแมคคาทรอนิกส์ และช่างแม่พิมพ์อีกประมาณ 10%
ขณะที่แรงงานในระดับอุดมศึกษานั้น สาขาวิศวกรรม มีความต้องการสูงสุดในตลาดถึง 70% รองลงมา คือ งานด้านการตลาด งานบุคคลและคอมพิวเตอร์ 20% ส่วนงานบัญชี การเงิน ประชาสัมพันธ์ กฎหมาย และงานธุรการมีความต้องการจ้างงานเพียง 10% เท่านั้น ดังนั้น นักศึกษาที่เรียนจบสายสังคมก็อาจมีแนวโน้มว่างงานสูง







