posttoday
รัฐบุรุษ VS รัฐบุคคล

รัฐบุรุษ VS รัฐบุคคล

04 พฤษภาคม 2557

ทำไมต้องมีรัฐบุรุษ แล้วจู่ๆ ก็เกิดรัฐบุคคล

ทำไมต้องมีรัฐบุรุษ แล้วจู่ๆ ก็เกิดรัฐบุคคล

วันก่อนดูรายการที่ “สื่อดราม่า” ไล่ต้อน พล.อ.สายหยุดเกิดผล หนึ่งในคณะรัฐบุคคล ถึงเหตุผลที่เสนอให้ พล.อ.เปรมติณสูลานนท์ ผู้เป็นถึง “รัฐบุรุษ” แล้วให้สงสารและเห็นใจท่าน พล.อ.สายหยุด อย่างจับใจ แม้ว่าจะไม่ได้มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว แต่เท่าที่ได้ติดตามผลงานท่านในทางบ้านเมือง ก็มีความชื่นชมในความปรารถนาดีของท่าน และที่น่าสรรเสริญก็คือ “ความกล้าหาญ เสียสละ รับผิดชอบต่อบ้านเมือง” ที่จะกระทำออกมา ไม่เป็น “เตมีย์ใบ้” หรือ “ตะกั่วไม่รู้ร้อน” ไม่รู้สึกรู้สาอย่างนายทหารและอดีตนายทหารบางคน

ในวิกิพีเดียให้ความหมายของ “รัฐบุรุษ” ไว้ว่า “รัฐบุรุษ : Statesmen คือ บุคคลผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะต่างๆ อาทิ ผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำทางการทหาร โดยตลอดระยะเวลาที่อยู่ในตำแหน่งได้ประกอบคุณงามความดี ปฏิบัติราชการเต็มความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป”

ลัทธิธรรมเนียมการมีรัฐบุรุษนี้เป็นแนวคิดของฝรั่ง ว่ากันว่ามีมาตั้งแต่ครั้งอาณาจักรโรมัน เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่แม่ทัพนายกองหรือนักการเมืองใหญ่ๆ ที่เกษียณอายุหรือพ้นหน้าที่ และไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการในบ้านเมืองอีกแล้ว บ้างก็ว่าต้องวางท่านเหล่านี้ในที่สูงส่งเพื่อ “กัน” ท่านเหล่านี้ออกเสียจากแวดวงของการใช้อำนาจ ให้ห่างไกลจากการยึดอำนาจคืนรวมทั้งเป็นการตอบแทนบุญคุณของผู้สืบทอดอำนาจต่อมาเพื่อจะได้ตำแหน่งแทน “รัฐบุรุษ” ท่านนั้น

รัฐบุรุษคนสำคัญที่โลกรู้จัก ก็เช่น นายพลชาร์ล เดอ โกล ของฝรั่งเศส และวินสตัน เชอร์ชิล ของอังกฤษ ทั้งสองท่านเป็นวีรบุรุษของชาติทั้งสองในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย เดอ โกล ได้สร้างรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1958 ที่ช่วยแก้วิกฤตการเมืองฝรั่งเศส กระทั่งได้มีเสถียรภาพและความรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ ส่วนเชอร์ชิลก็เป็นต้นแบบของนักการเมืองที่มีความกล้าหาญ ซื่อสัตย์และความจงรักภักดี เป็นตัวแทนในอัตลักษณ์ของความเป็นอังกฤษที่คนอังกฤษชื่นชมยิ่งนัก

รัฐบุรุษ VS รัฐบุคคล

 

ในต้นเดือน เม.ย. 2527 ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เดินทางไปถ่ายทำโฆษณาในฐานะ Presenter ให้กับบัตรเครดิตยี่ห้อหนึ่งที่ประเทศอังกฤษ ผู้เขียนได้ติดตามไปด้วย เมื่อเสร็จงานแล้วก็ออกไปเที่ยวทั้งในและรอบๆ กรุงลอนดอน วันหนึ่งท่านพาไปเมืองออกซฟอร์ด เพื่อ Revisited หรือ “ฟื้นความหลัง” ณ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดที่ท่านเคยศึกษา ท่านเองก็ได้รับเกียรติเป็น “มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์” ในฐานะศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้กับสถาบัน หลังจากชมมหาวิทยาลัยจนทั่วแล้ว ก็ยังพาผู้เขียนและลูกศิษย์ที่ไปด้วยอีกท่านหนึ่งเข้าไปนั่งในห้องอาหารของนักศึกษา แล้วสั่งเบียร์มาให้ดื่มคนละหนึ่งแก้วใหญ่ เพื่อระลึกถึงครั้งที่ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น “แชมป์ดื่มเบียร์” เมื่อช่วงที่ท่านศึกษาอยู่ที่นั่น

ระหว่างทางไปมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดต้องผ่านสุสานที่ฝังร่างของเชอร์ชิล ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ขอให้คนขับรถลีมูซีนที่เช่าไว้ตลอดทั้งอาทิตย์ที่อยู่ในประเทศอังกฤษ แวะจอดเข้าไปเคารพ โดยใช้เวลาอยู่นานมากสำหรับสถานที่ที่มีเพียงแผ่นหินและดอกไม้แรกผลิเล็กๆ น้อยๆ ผู้เขียนซึ่งไม่ค่อยเห็นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคารพนับถือนักการเมืองคนใด โดยเฉพาะนักการเมืองไทย แต่กลับมาแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อ วินสตัน เชอร์ชิล จึงอดถามไม่ได้เมื่อกลับมาขึ้นรถแล้วว่า ท่านอาจารย์รู้จักกับเชอร์ชิลด้วยหรือ แล้วทำไมจึงต้องมาคารวะกันเป็นพิเศษเช่นนี้

คำตอบของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ทำให้ผู้เขียนต้องนำมาเปรียบเทียบกับรัฐบุรุษของไทยในวันนี้ นั่นก็คือ คำตอบที่ว่า “ก๊วยเจ๋ง (ชื่อเล่นของผู้เขียน) เอ็งรู้ไหมว่า จบสงครามโลก(ครั้งที่ 2) แล้ว อังกฤษก็ยังมีวิกฤตรุนแรงในทางเศรษฐกิจอยู่ เชอร์ชิล ท่านหมดวาระเป็นนายกฯ ไปแล้ว เขาตั้งให้เป็นรัฐบุรุษแล้ว แต่ท่านก็ยังเสนอความเห็นโน่นนี้ จนคนอังกฤษเขาหาว่าท่านบ้า โดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่ท่านก็ไม่หยุดคิดช่วยเหลือประเทศชาติ จนท่านตายไป”

เคยคุยกับคุณกร ทัพพะรังสี ก่อนน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ครั้งที่มูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐ ได้จัดงานวาระชาตกาล 100 ปี ศาสตราจารย์ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ยูเนสโกยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ตอนนั้นคุณกรซึ่งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้ให้เกียรติเป็นองค์ปาฐกสำหรับปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดในส่วนการเฉลิมฉลองวาระพิเศษนั้น ที่จัดไปในภูมิภาคต่างๆ โดยจัดที่ภาคเหนือเป็นภูมิภาคแรก และเลือก จ.เชียงราย โดยใช้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยได้รับความอนุเคราะห์ให้การสนับสนุนและร่วมจัดงานอย่างดีที่สุดจากท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี กับคณาจารย์และบุคลากรที่นั่น

คืนก่อนงาน คุณกรซึ่งมาพัก ณ เรือนรับรองของมหาวิทยาลัย ได้เล่าเรื่องการเมืองประกอบอาหารเย็นได้อย่างออกรสชาติยิ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์เมษาฮาวาย เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2524 ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ “รัฐบุรุษ” ซึ่งเป็นพระเอกในครั้งนั้น โดยคุณกรบอกว่าจะต้องเขียนออกมาเป็นบันทึกประวัติศาสตร์สักเล่ม ในชื่อหนังสือว่า “ผมเห็นมากับตา” หรือ “ผมร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยนะ” อะไรทำนองนี้แหละ

อาหารเย็นเริ่มประมาณ 1 ทุ่ม แต่กว่าจะเลิกสนทนากันก็เกือบสองยาม เพราะคุณกรท่านเริ่มเล่าตั้งแต่ครั้งที่คนไทยสร้างชาติเป็นอาณาจักรสุโขทัยนั่นทีเดียว แต่ “ไฮไลต์” มาอยู่ที่“วีรกรรม” ของ พล.อ.เปรม ที่ได้ใช้กลยุทธ์อันสลับซับซ้อนในการเล่นเอาล่อเอาเถิดกับคณะทหารที่ก่อการกบฏ จนกระทั่งสามารถ “นำเสด็จ” พระเจ้าอยู่หัวไปประทับอยู่ที่ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา สุดท้ายก็สามารถชนะกบฏ ซึ่งในรายละเอียดผู้เขียนจำได้ไม่มาก และก็ “ไม่กล้า” ที่จะเผยเรื่อง “เซนซิทีฟ” เช่นนั้น คงต้องรอให้คุณกรเขียนออกมาเป็นหนังสือนั่นแหละ

สรุปว่า ตอนนั้น พล.อ.เปรม “เก่งและกล้า” จริงๆ

ท่านที่เป็นคอการเมืองคงจะจำได้ว่า แรกๆ ในช่วงปี 2523-2528 ที่ พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เคยให้ความรักเคารพอย่างมาก ถึงกลับยอมโอบอุ้มช่วยเหลืออย่างออกหน้าออกตา โดนสื่อค่อนแคะว่าเป็น “โอชิน” ที่ทนลำบากเพื่อครอบครัว แต่ก็ยังยอมทนด้วยความเจ็บปวด ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2529-2530 กลับแสดงอาการ “เบื่อป๋า” กระทั่งร่วมในขบวนการ “ไม่เอาป๋า” อย่างที่เคยเขียนมาในเรื่องที่ 99 นักวิชาการลงชื่อถวายฎีกาในปี 2530 นั้น จากนั้นก็ไม่ค่อยได้เห็นบทบาทของท่านอะไรมากนัก

แต่มีคนว่าท่านเกี่ยวข้องกับ 19 ก.ย. 2549 ด้วยนะ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69