posttoday
กู้ขาดดุล 5 แสนล้านเรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

กู้ขาดดุล 5 แสนล้านเรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

30 เมษายน 2557

เศรษฐกิจไทยปี 2557 ที่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง จากเดิมที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวได้ 4%

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

เศรษฐกิจไทยปี 2557 ที่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง จากเดิมที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวได้ 4% ต่อปีตอนนี้เหลือไม่ถึง 3% ต่อปี และหากปัญหาการเมืองไม่จบภายในครึ่งปีแรกจะส่งผลให้ทั้งปีขยายตัวได้น้อยลงไปอีก

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินข้ามปีไปถึงเศรษฐกิจไทย ปี 2558 ว่าจะขยายตัวได้ต่ำ หาทางฟื้นไม่เจอ จนสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส จ้องจะลดเครดิตไทยลงในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

จะเห็นว่าเศรษฐกิจมีปัญหารอบด้าน ปัญหาการเมืองทำให้ผู้บริโภคและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ลดการบริโภค ชะลอการลงทุน ขณะที่การส่งออกของไทยก็ยังขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองยังส่งผลการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหายไปจำนวนมาก

ดังนั้น การเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยการเร่งอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อเติมเลือดให้กับระบบทางเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ภาคราชการด้านเศรษฐกิจมองเห็น นอกเหนือจากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2557 ที่ยังทำได้ไม่เข้าเป้าจนกระทรวงการคลังต้องทำหนังสือเวียนไปถึงหน่วยราชการ ชี้แจงการเบิกจ่ายงบลงทุนว่าฝ่ายการเมืองสามารถอนุมัติได้ เพราะเป็นงบที่ได้รับการอนุมัติก่อนมีการยุบสภา

นอกจากนี้ ยังมีแผนการเติมงบลงทุนเข้าสู่ระบบต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานทางเศรษฐกิจได้ประชุมร่วมกันวางกรอบงบประมาณปี 2558 ที่เห็นว่าควรตั้งงบประมาณแบบขาดดุลถึง 5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยการลงทุนจากโครงการคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ที่ พ.ร.บ.กู้เงินถูกตีตก จึงนำโครงการมาใส่ไว้ในงบประมาณปกติ

อย่างไรก็ตาม การตั้งขาดดุลงบประมาณจำนวนมากถึง 4% ของจีดีพี จะกู้เศรษฐกิจให้ฟื้นจากไข้ได้หรือไม่ ยังต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เพราะจำนวนเงินอย่างเดียวไม่ได้เป็นคำตอบว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นจากอาการป่วยได้ทันที

หากพิจารณาว่าการทำงบประมาณเป็นไปตามกรอบเวลาปกติ คือ งบประมาณปี 2558 สามารถเริ่มใช้ได้ทันในวันที่ 1 ต.ค. 2557 นี้ การตั้งงบขาดดุลถึง 5 แสนล้านบาท ย่อมส่งผลดีกับเศรษฐกิจทั้งปี 2557 และ 2558 อย่างแน่นอน เพราะมีเวลาเบิกจ่ายได้เต็มที่

แต่ทว่าในความเป็นจริงการทำงบประมาณปี 2558 ต้องล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนดมีการประเมินกันแบบโลกสวยตามปฏิทินเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ที่จะมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ภายในปีนี้ จากนั้นหากเร่งทำ อย่างเร็วงบประมาณ 2558 จะเริ่มใช้ได้ในเดือน มี.ค.-เม.ย. 2557 ทำให้เหลือเวลาอีก 56 เดือนก่อนสิ้นปีงบที่จะเบิกจ่ายงบลงทุน ทำให้แม้จะตั้งงบขาดดุลไว้5 แสนล้านบาท ก็ไม่มีประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย

เพราะแม้กระทั่งงบปี 2557 ที่จัดทำได้ตามระยะเวลาปกติ มีเวลาเบิกจ่ายเต็มที่ แต่จนถึงเวลานี้ยังไม่มีการเบิกจ่ายแม้แต่บาทเดียว

ขณะที่ปี 2558 ที่เหลือเวลาไม่กี่เดือน กว่าจะดำเนินการประมูลโครงการ เซ็นสัญญา ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน เหลือเวลาเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2558 ไม่กี่วัน ส่งผลให้การตั้งงบขาดดุล 5 แสนล้านบาท แทบไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจปี 2558

เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มขาดเลือดจากเม็ดเงินลงทุนภาครัฐนานถึง 2 ปีติดต่อกัน และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การทำขาดดุลปี 2558 จำนวนมาก ยังมีเรื่องต้องพิจารณาว่าเป็นการตั้งขาดดุลสูงๆ กู้เงินมาเพื่อมาลงทุนเป็นสำคัญหรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาจากการเก็บรายได้ของรัฐบาลในภาวะปกติที่ผ่านมา จะเห็นว่ารัฐบาลสามารถจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้มีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นแม้ต้องกู้เงินบางส่วน แต่ก็ในปริมาณที่ลดลงต่อเนื่อง

แต่ทว่าการเก็บรายได้ของรัฐบาลปีงบประมาณ 2557 มีปัญหารุนแรง โดยมีการประเมินว่าจะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าถึง 1.5 แสนล้านบาท หากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับว่ารัฐบาลเก็บรายได้ได้น้อยกว่างบประมาณ 2556 ด้วยซ้ำไป หรือเท่ากับรายได้รัฐบาลถึงขั้นติดลบ และจะส่งผลกระทบถึงการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2558 อยู่ในฐานที่ต่ำไม่เป็นปกติ ส่งผลให้มีเงินไปรองรับการลงทุนได้น้อยลง ทำให้ต้องมีการกู้ชดเชยเพื่อขาดดุลมากขึ้น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ในภาวการณ์เก็บรายได้มีปัญหาหนักไม่แพ้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้การตั้งงบขาดดุลจำนวนสูงถูกมองว่าเป็นการกู้เพื่อมาโปะรายได้ที่เก็บลดลง และส่วนหนึ่งเพื่อนำไปลงทุนเพิ่ม

ด้วยเหตุนี้การตั้งงบขาดดุลสูงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงไม่เพียงพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนกลับมาได้

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ ออกมาระบุว่า การตั้งงบขาดดุล 5 แสนล้านบาท จะไม่คุ้มค่าเพราะการใช้งบประมาณมีผลต่อเศรษฐกิจเพียง1820% ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับการขยายตัวการส่งออกที่มีผลต่อเศรษฐกิจในสัดส่วนที่สูงกว่า ดังนั้น รัฐบาลควรส่งเสริมให้ภาคเอกชน ให้ฝ่ายข้าราชการและเอกชนทำงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การส่งออกของไทยนี้ขยายตัวได้ 56% เพื่อให้เศรษฐกิจปีนี้สามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี

เมื่อประเมินจากมุมมองฟากเอกชนที่ให้ความสำคัญกับการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ ก็ต้องยอมรับว่าการส่งออกเป็นการดำเนินการโดยภาคเอกชน และการส่งออกนั้นได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์อื่น ทั้งการบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐบาล ที่ยังติดล็อกจากปัญหาการเมือง เพราะหากไม่มีรัฐบาลใหม่ ความเชื่อมั่นก็ยังไม่มา การเบิกจ่ายงบประมาณก็ยังทำไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ การทำงบขาดดุลกู้เงินถึง 5 แสนล้านบาท จึงไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจได้ ตราบใดที่การเมืองยังไม่มีทางออก จะตั้งงบขาดดุลกี่แสนล้านบาทก็เป็นเพียงภาพวาดบนอากาศที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่