
จะกลับมาล้าง สวช.ใหม่
ผู้นำรัฐบาลรักษาการชุดนี้ไม่ขอสังฆกรรมกับ ถวิล เปลี่ยนศรี จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน
ผู้นำรัฐบาลรักษาการชุดนี้ไม่ขอสังฆกรรมกับ ถวิล เปลี่ยนศรี จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงในข้อหาเป็นกบฏ เพราะไปขึ้นเวที กปปส. ซึ่งถวิลโต้ว่า “รัฐบาลชุดนี้จะทำงานกับผมได้หรือเปล่ามากกว่า เพราะหลักการทำงานของผม คือ สิ่งใดเป็นเรื่องของ ครม.หรือนายกรัฐมนตรีก็ว่ากันไป ยิ่งนายกรัฐมนตรีและ ครม.ไม่มายุ่งกับผม ยิ่งดีใหญ่ เพราะผมจะได้ทำหน้าที่ในขอบเขต สมช.ได้เต็มที่
“ผมมีสิทธิขึ้นเวที กปปส. เพราะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และนอกเวลาราชการผมก็มีสิทธิด่ารัฐบาลได้เหมือนกัน หากรัฐบาลทำไม่ดี อยากถามกลับจริงๆ ว่าผมนี่เหรอคือ ‘กบฏ’ ทั้งๆ ที่ผมทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดชีวิตราชการ 30 กว่าปี”
ถวิล ไม่แคร์ว่านายกฯ จะมอบนโยบายการทำงานอะไรให้หรือไม่ แต่ได้กลับ สมช.เมื่อไหร่ (รอโปรดเกล้าฯ) จะเข้าไปรื้อฟื้นการทำงานด้านความมั่นคงอื่นๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ละเลยกลับมาทำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่
“ผมจะประชุมฝ่ายความมั่นคงทุกสัปดาห์เพื่อผลักดันนโยบาย อาทิ นโยบายการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยสู้รบทางสงคราม จากพม่าที่อยู่ตามแนวชายแดน 4 จังหวัด 9 ศูนย์อพยพ ในเชิงนโยบายจะต้องผลักดันให้กลุ่มคนเหล่านี้กลับ เพราะทางรัฐบาลไทยไม่อาจยินยอมให้คนเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานได้
“ที่สำคัญสถานการณ์ทางการเมืองในพม่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนไปจากเดิม และขอย้ำนี่คือประโยชน์ของลูกหม้อ เพราะได้เห็นพัฒนาการของปัญหามาโดยตลอด จึงได้มีการเตรียมการออกข่าวให้ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ตื่นตัวได้รับรู้
“น่าสงสารองค์กรเพราะงานเหล่านี้หยุดไปนาน หรือการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ตั้งแต่เรื่องการปักปันเขตแดน การอพยพเข้าออก การขนอาวุธ หรือการลักลอบขนย้ายสิ่งผิดกฎหมาย หน้าที่ สมช.คือการกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา หรือแม้แต่ปัญหาพื้นที่พักพิงในหลายๆ จุดกลายเป็นแหล่งซ่องสุมอาวุธ ยาเสพติด หรือกลายเป็นแหล่งพักพิงสนับสนุนอาหารและยารักษาโรคแก่กองกำลังติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลประเทศพม่า
“จนกลายมาเป็นโศกนาฏกรรมของผู้พลัดถิ่นภายในและผู้ลี้ภัยจากพม่าชาวกะเหรี่ยง ดังนั้น ท่าทีของประเทศไทยต้องระมัดระวัง เพราะกระทบต่อความสัมพันธ์และอธิปไตยประเทศเพื่อนบ้าน ในเชิงนโยบายต้องสมดุล กล่าวคือการผลักดันคนเหล่านี้กลับไปต้องสร้างความมั่นใจว่าคนเหล่านี้ไม่ถูกกดขี่เป็นแรงงานทาสหรือถูกฆ่าตาย หรือต้องไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ว่านโยบายบางระดับของฝ่ายไทยเข้าไปสนับสนุนฝั่งใดฝั่งหนึ่ง โดยมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจนนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างกัน เช่น แรงงานข้ามชาติ ป่าไม้ เป็นต้น
“นอกจากนี้ ยังมีปัญหาโรฮิงยา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือศาสนาอิสลามในพม่า อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของประเทศ หรือกลุ่มชาติพันธุ์อุยกูร์ ที่สงขลาที่มีความขัดแย้งระหว่างยูเอ็นเอชซีอาร์ โดยสหรัฐและจีน ปัญหาดังกล่าวมีหลายปัจจัยเข้ามาแทรกซ้อน
“การทำงานทาง สมช. ต้องเข้าไปประสานงาน จะใช้แนวทางเดิม คือ ลักลอบเข้ามาแล้วผลักดันกลับไปเพียงอย่างเดียวอย่างที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการอยู่ไม่ได้อีกแล้ว เพราะจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงชุมชนในพื้นที่และความปลอดภัย
“จึงต้องมีการวิเคราะห์ประเมินผลกระทบอย่างมาก ทั้งหมดนี้คืองานที่เป็นผลประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองและนายกรัฐมนตรีเองด้วย เพราะต้องแสดงท่าทีต่อประชาคมโลก”
ถวิล ประกาศว่างานแรกในตำแหน่ง สมช. ที่สำคัญคือจะเข้าไปตรวจสอบการทำงานของ พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองเลขาธิการ สมช. เพื่อนสนิท พล.ท.ภราดร ที่ดึงข้ามห้วยเข้ามา เนื่องจากมีการนำพาองค์กรไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง “นั่นคือพยายามให้ สมช. เป็นตัวตั้งตัวตีเป็นตัวแทนจัดซื้ออาวุธที่จะนำไปใช้งานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มูลค่าโครงการนับหมื่นล้านบาท ถือเป็นการกระทำผิดหลักการ สมช.ชัดเจน
“เพราะ สมช. เป็นหน่วยงานเชิงนโยบายที่เน้นแนวทางสันติวิธี สมช. ไม่ใช่หน่วยงานฝ่ายปฏิบัติการ ก่อนหน้านี้กรรมาธิการการต่างประเทศเคยเรียกไปสอบ แต่หยุดไป ผมเข้ามาจะให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาสอบอีกรอบ เพราะเป็นเรื่องที่ผิดและเหลวไหลสิ้นดี มองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้...คนทำมีเจตนา...เพราะ สมช.ไม่มีหน้าที่ไปออกสเปกจัดซื้ออาวุธ” ถวิล กล่าว
นอกจากนี้ ถวิล ระบุอีกว่า หลังได้ตำแหน่งคืนจะไปสะสางโครงสร้างการทำงานหลังถูก พล.ท.ภราดร นำองค์กรไปผูกโยงกับการเมืองมากเกินไป และในช่วงที่ พล.ท.ภราดร มาอยู่ ไม่เคยประชุมฝ่ายความมั่นคงด้านอื่นเลย ยกเว้นทำงานตามที่ฝ่ายการเมืองมอบหมาย
“ทำให้เกิดความบกพร่องเสียหายและงานด้านความมั่นคงหลายเรื่องถูกละทิ้ง โดยเฉพาะงานข่าวกรองทางยุทธศาสตร์ ที่ไปมุ่งเน้นข่าวกรองด้านยุทธวิธีที่เป็นงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติ มุ่งใช้ข่าวกรองสนองประโยชน์ทางการเมือง
“เช่น เส้นทางท่อน้ำเลี้ยง ใครอยู่เบื้องหลังหนุนม็อบ เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของ สมช.ที่ต้องนำไปใช้และไม่เป็นประโยชน์ในทางนโยบายด้วย ผมทราบว่า พล.ท.ภราดร เสนอข้อมูลข่าวกรองไม่ตรงไปตรงมา มักจะไม่ป้อนข้อมูลที่รัฐบาลไม่สบายใจเสียมากกว่า เช่น รัฐบาลถอน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และยุบสภาผู้ชุมนุมกลับบ้านแน่ แต่ที่ไหนได้ กปปส.ยกระดับขับไล่รัฐบาล เพราะไม่เป็นมืออาชีพการประเมินต่างๆ จึงผิดพลาด ยิ่งผู้นำมีจุดอ่อนเรื่องการตัดสินใจ ยิ่งพากันไปตายเหมาเข่งเหมาลำ
“ในแง่ส่วนตัวผมพยายามไม่เอะอะวุ่นวายกับคุณยิ่งลักษณ์อีก จะไม่ฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อร้องถอดถอน หรือตั้งทนายความดำเนินคดีความผิดทางอาญาตามมาตรา 157 หรือสามารถยื่นฟ้องแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากนายกฯ ได้ แต่ไม่คิดจะทำ เพราะเหลืออายุราชการอยู่แค่ 6 เดือน จึงตั้งใจกลับไปทำงานมากกว่า”
สำหรับอนาคตหลังจากนี้แม้จะเนื้อหอมจนมีหลายพรรคการเมืองชวนไปสมัคร สส. แต่เจ้าตัวบอกว่าขอทำหน้าที่เลขาธิการ สมช.ให้จบก่อน หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจ “แต่ที่แน่ๆ ผมไม่คิดไปทำงานเพื่อหวังรวย ผมไม่ยึดติดเรื่องตัวเงิน เพราะเงินบำนาญที่ได้รับไว้ใช้ในยามแก่เพียงพออยู่แล้ว แต่จะขอทำงานด้านการกุศลมากกว่า
“ผมอยากกลับไปให้ความรู้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในชนบทบ้านเกิด เพราะตัวเองเกิดและเติบโตจากเด็กบ้านนอกจึงเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้ดี ทราบดีถึงความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กกรุงเทพฯ กับเด็กต่างจังหวัด ที่มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งผมจะกลับไปพัฒนาสนับสนุนโรงเรียนเก่าๆ ที่เคยร่ำเรียนมาให้รุ่นน้องๆ ได้รับในสิ่งที่ดี”
นี่คือปณิธานชีวิตหลังเกษียณอายุราชการของ “ถวิล เปลี่ยนศรี” ภายหลังลุกจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. คนที่ 15 หลังจากได้รับโปรดเกล้าฯ เข้าสู่ตำแหน่งอีกครั้ง







