
หอมกลิ่นชัยชนะ
วันนี้ขอตอบปัญหาคาใจของมวลมหาประชาชน นานาปัญหาหลั่งไหลไปในคลื่นของมวลมหาประชาชน ท่ามกลางลมร้อน
วันนี้ขอตอบปัญหาคาใจของมวลมหาประชาชน
นานาปัญหาหลั่งไหลไปในคลื่นของมวลมหาประชาชน ท่ามกลางลมร้อนของเดือน เม.ย. ยิ่งโหมกระพือความร้อนระอุอัดอ้าวไปในทุกอณูความสงสัย
บ้างที่ไม่ใคร่ใส่ใจต่อกระแสของมวลมหาประชาชน ก็แค่หยามหมิ่นว่า “ทนได้ทนไป” หรือ “นับวันคนก็จะร่อยหรอ” หรือ “มันจะไปได้อีกกี่น้ำ”
บ้างที่มีความห่วงกังวลในระดับพอประมาณ ก็รำพึงรำพันกระทั่งพูดดังๆ ว่า “สงสารคนที่มาชุมนุม” หรือ “จะต้องต่อสู้ไปถึงไหน” หรือ “แล้วมันจะจบ...ลงอย่างไร”
แต่ที่เอาใจช่วย เอาใจลุ้น และทุ่มเทร่วมต่อสู้ ทั้งที่เป็นผู้ร่วมชุมนุม และที่เป็นผู้ให้กำลังใจทั้งในกรุงและนอกกรุง ต่างก็เชื่อมั่นว่า “ชนะแน่” เพียงแต่ถามกันว่า “เมื่อไหร่?”
เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีชาวบ้านสองสามีภรรยาจาก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ กปปส. (แท้ขนาดละครดังๆ ที่ชาวบ้านอื่นติดกันงอมแงมแกไม่เคยสนใจดู ดูแต่การถ่ายทอดของ กปปส.) มาเยี่ยมผู้เขียนที่มหาวิทยาลัย พร้อมหอบพืชผักของกินมาให้ 3 ลัง ในทำนองว่าเอาไว้ตุนเป็นเสบียงสำหรับการต่อสู้ให้ประสบชัยชนะ
แกเล่าว่า แถวบ้านแกมีแต่คนเสื้อแดง แม้แต่บ้านพี่เขยที่อยู่ข้างๆ ติดกัน ดีที่ว่าเป็นบ้านสวน แต่ละบ้านอยู่ห่างกันพอควร กระนั้นเวลาเปิดดูรายการของ กปปส.ก็ต้องไม่เปิดเสียงดังนัก แล้วก็ต้องปิดประตูหน้าต่างไม่ให้ใครเห็น ที่น่ารำคาญก็คือวิทยุชุมชนที่ชอบเปิดเสียงดัง โดยกระจายเสียง “ด่า” กปปส.ทุกวัน อย่างเช่นตอนเช้าที่ออกจากบ้านมา “มันด่าว่า...” น้ำเสียงดูจะแค้นมาก “คนกรุงเทพฯ เขาไม่เอาด้วยกับ กปปส.แล้ว เขารำคาญรถติด...ไม่มีวันชนะ”
“ดูหน้าไอ้กำนันสิ ยิ่งเดินยิ่งดำ ใกล้เน่าแล้ว”
“ฉันโกรธตรงนี้แหละ” ฝ่ายผู้หญิงพูดแล้วร้องไห้ไปด้วย
ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนอธิบายเพื่อให้แกคลายความทุกข์ แต่ไม่ให้แกคลายความโกรธ เพราะความโกรธคือพลังอย่างหนึ่งของการต่อสู้ (ฮึ่ม) แต่อยากให้แกคลายทุกข์ด้วยการนำคำถามต่างๆ ที่ถามถึง กปปส. อย่างที่ได้ยกมาให้เห็นในทั้ง 3 กลุ่มข้างต้นนั้น มาชี้แจงให้แกฟังในเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงที่คุยกัน ทั้งคู่อมยิ้มเป็นระยะๆ สุดท้ายฝ่ายผู้ชายพูดออกมาว่า “หอมกลิ่นชัยชนะ”
ต่อคำด่าของ “ไอ้วิทยุชุมชน” ว่า คนกรุงเทพฯ รำคาญม็อบ กปปส.เต็มทีแล้ว เพราะทำให้รถติด โดยปกติกรุงเทพฯ ยามที่ไม่มีม็อบก็รถติดอยู่เป็นปกติ พอเข้าเขตรังสิตปทุมธานีผ่านมาที่นี่ พี่ (หมายถึงสองสามีภรรยาดังกล่าว) ก็คงจะเห็นแล้วว่ารถมากแค่ไหน แต่ปีสองปีที่ผ่านมานี้ยิ่งติดมาก ไม่ใช่เพราะม็อบ แต่เพราะนโยบายรถคันแรกที่ทำคนรุ่นใหม่เป็นหนี้เป็นสินงอมพระราม
ต่อคำกระทบกระเทียบว่า กำนันสุเทพยิ่งเดินยิ่งดำ ใกล้เน่าแล้ว ผู้เขียนก็บอกว่า รู้จักเปาบุ้นจิ้นไหม เปาบุ้นจิ้นหน้าสีอะไร แกตอบว่าสีดำ นั่นแหละหน้าของ “คนจริง” แต่ถ้าถามผู้เขียนที่ได้เคยกอดและนั่งมองหน้ากำนันสุเทพนานๆ ขอบอกว่าหน้ากำนันสุเทพนั้นที่จริงออกสี “ทองแดงเข้ม” คือดำมันเคลือบแดง เหมือนโลหะที่เขาใช้หล่ออนุสาวรีย์นี่แหละ “คนแกร่ง” ทั้งนี้ผู้เขียนได้กระเทียบกลับไปว่า คนใกล้ตายจะแข็งแรง ตากแดดตากฝน เดินได้ทุกๆ วันอย่างนี้หรือ แล้วที่ “ไอ้และอี”นักการเมือง “ตายซาก” วันๆ เอาแต่หลบหน้าผู้คน มันยังอยู่กันสบายดีหรือ
ต่อคำถามเชิงอิดหนาระอาใจของคนกลุ่มแรกที่ไม่ค่อยแยแสต่อมวลมหาประชาชนมากนัก ที่ว่า “ทนได้ทนไป” หรือ “นับวันคนก็จะร่อยหรอ” หรือ “มันจะไปได้อีกกี่น้ำ” ผู้เขียนก็อรรถาธิบายว่า นี่แหละคือการยกระดับ “ความเป็นอารยะ” ของคนไทย เพราะในสังคมการเมืองของประเทศที่เขามีความเจริญแล้วนั้น ความอดทนต่อความแตกต่างนี้คือคุณลักษณะที่สำคัญ ส่วนจำนวนคนนั้นก็ไม่ได้ลดลง กปปส.กล้าท้าได้ว่าถ้ามีการระดมผู้คนออกมา ประชาชนจะออกมาร่วมกับใครมากกว่ากัน ทั้งยังมี “ผู้สนับสนุน” อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งคนเหล่านี้ก็มีความอดทนและเข้าใจในกระบวนการของมวลมหาประชาชนเสมอมา กกปส.จึงมี “น้ำเลี้ยง” ที่ดียิ่ง
ถ้าเป็นนักมวย อีกกี่ยกกี่น้ำก็สู้ได้
อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องตอบคำถามให้ชัดเจนก็คือ กลุ่มที่มีความห่วงใยและสนใจในกิจกรรมของมวลมหาประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง (ด้วยความอดทนเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน) ด้วยความสงสารคนที่มาชุมนุม โดยถามว่า “จะต้องต่อสู้ไปถึงไหน” หรือ “แล้วมันจะจบ...ลงอย่างไร”
ถ้าติดตามการปราศรัยของกำนันมาอย่างสม่ำเสมอ หลายครั้งกำนันจะพูดว่า ไม่คิดว่าจะต้องต่อสู้ยาวนานเช่นนี้ คนทั่วไปแม้แต่คนที่ชั่วและเลวที่สุด ถ้ามาเห็นมวลมหาประชาชนออกมาแน่นถนนเป็นล้านๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า น่าจะสะดุ้งสะเทือนแล้วรีบเผ่นออกนอกประเทศไปแล้ว แต่พี่น้องตระกูลนี้ นักการเมืองกลุ่มนี้มันเป็น “เดรัจฉานการเมืองพันธุ์พิเศษ” ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ทั้งยังหน้าด้านหน้าทน เล่นเอาล่อเอาเถิด “แด๊ะแด๋แถไถ” ยืดชีวิตด้วยลูกเล่นด้านๆ ตลอดมา
ผู้เขียนบอกสองสามีภรรยาว่า เดือน พ.ค. มีวันสำคัญอย่างน้อย 3 วัน คือ วันฉัตรมงคลในวันที่ 5 วันพืชมงคลในวันที่ 9 และวันวิสาขบูชาในวันที่ 13 ถ้ามีกิจกรรมบางอย่างที่เข้มข้นในการระดม “หัวจิตหัวใจ” ของคนไทยทั้งประเทศ ตอกย้ำกระหน่ำเข้าไป เพิ่มพลังเข้าไปในแต่ละวาระนั้น เพื่อให้เกิดเป็นพลัง “มงคลสูงสุด” สำหรับการโค่นล้มสิ่งที่เราเรียกว่า “ชั่วสุดเลวสุด” นั้นได้ ในวาระนี้เราจะเรียกว่า “วันเผด็จศึก” อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า DDay
คนที่รู้ประวัติศาสตร์จะเข้าใจดีว่า ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายพันธมิตรพยายามหาทางเอาชนะเยอรมันมานานเป็นปีที่สุดได้ตัดสินใจระดมพลครั้งใหญ่ที่สุดเข้ายึดหาดนอร์มังดีของฝรั่งเศสที่เยอรมันครองอยู่ในวันที่ 6 มิ.ย. 2487 เพื่อประกาศในสิ่งที่เรียกว่า Deliverance คือการส่งมอบดินแดนที่เยอรมันยึดไว้ให้กับประเทศต่างๆ อันเป็นที่มาของคำว่า DDay ถือว่าเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย” และที่สุดฝ่ายพันธมิตรก็ได้รับชัยชนะในปลายปีนั้น
ส่วนวิธีการในการแสดงพลังเพื่อ “เผด็จศึก” นี้จะมี “ลักษณะเฉพาะ” เพื่อส่งมอบหรือ Deliverance “คุณงามความดี” คืนสู่แผ่นดินไทย สิ่งที่ชั่วร้ายจะอยู่ในแผ่นดินนี้ไม่ได้ กระนั้นเมื่อ “คนชั่ว” ถูกเนรเทศไปแล้ว มวลมหาประชาชนก็ยังต้อง“สู้” เพื่อปฏิรูปประเทศกันต่อไป แล้วค่อยเลือกตั้ง แม้เมื่อเลือกตั้งเสร็จก็ต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้ “คนชั่ว ระบอบชั่ว” นั้นกลับคืนมา
เดือน พ.ค.ก็เดือนหน้านี้แล้ว ชัยชนะจึงอยู่แค่ “ปลายจมูก”
แค่ “กลิ่น” ชัยชนะก็ยังหอมยิ่ง แล้ว “รสชาติ” ของชัยชนะเล่า?







