
แรงงานไทยแย่สุดในรอ6ปี
ผลสำรวจแรงงานไทยในปี 2557 พบว่าย่ำแย่สุดรอบ 56 ปี คนไทยต่างประสบภาวะค่าครองชีพพุ่ง สินค้าแพง รายได้ไม่พอใช้ หนี้ครัวเรือนพุ่งทะลุ 106,216 บาท
ผลสำรวจแรงงานไทยในปี 2557 พบว่าย่ำแย่สุดรอบ 56 ปี คนไทยต่างประสบภาวะค่าครองชีพพุ่ง สินค้าแพง รายได้ไม่พอใช้ หนี้ครัวเรือนพุ่งทะลุ 106,216 บาท
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพของแรงงานไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คน ระหว่างวันที่ 17-21 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของแรงงานไทยแย่สุดในรอบ 56 ปี แรงงานกำลังประสบปัญหาค่าครองชีพแพง รายได้จากการปรับค่าแรง 300 บาทไม่พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้มีหนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้น และต้องหันไปกู้นอกระบบ
ผลสำรวจพบว่า แรงงานไทยในปัจจุบันมีภาวะหนี้ในสัดส่วน 93.7% และไม่มีหนี้ 6.3% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจในปีก่อนที่แรงงานมีหนี้ในสัดส่วน 90.4% และไม่มีหนี้ร่วม 9.6%
นอกจากนี้ ยังพบว่าแรงงานไทยมีหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ย 106,216 บาท มีเงินต้องผ่อนชำระต่อเดือน 6,639 บาทต่อเดือน ถือว่ามีหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นในรอบ 56 ปี
ขณะที่ในปีก่อนหน้า แรงงานมีหนี้เฉลี่ยแค่ 98,428 บาทต่อครัวเรือน ต้องผ่อนชำระต่อเดือนแค่ 5,990 บาท
สัดส่วนหนี้ในปัจจุบันแบ่งเป็น หนี้ในระบบ 43.9% และหนี้นอกระบบ 56.1% ถือว่าแรงงานหันไปกู้เงินนอกระบบมากขึ้น เนื่องจากการกู้เงินกับสถาบันการเงินในระบบมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การกู้เงินของแรงงาน จะนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากสุด ในสัดส่วน 46.6% แตกต่างจากปีก่อนจะกู้เงินไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆ รองลงมา กู้เงินไปซื้อที่อยู่อาศัย 20.9% ซื้อยานพาหนะ 13.2% และนำไปลงทุน 5.6% โดยแรงงานส่วนใหญ่ต้องกู้เงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากสุดนั้น ทำให้แรงงานมีปัญหารายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ในสัดส่วน 74.3% มีเพียง 25.7% ที่ไม่มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย
สาเหตุหลักที่แรงงานมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายมาจาก ราคาสินค้าแพงขึ้น รายได้ลดลง และดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่งผลการออมเงินของแรงงานไทย ไม่มีเงินออม 76.1% มีเงินออม 23.9% โดยการออมเงินต่อเดือนของแรงงานไทย จะออมเงิน 2,500-5,000 บาทต่อเดือนมากสุด 50% ออมเงิน 500-1,000 บาทต่อเดือน 25% ออมเงิน 1,00-12,500 บาท 20% ออมเงินในแต่ละเดือนต่ำกว่า 500 บาท ประมาณ 5%
ขณะที่มุมมองต่อการหางานใหม่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เห็นว่า โอกาสในการหางานใหม่มียากมากขึ้น และมีโอกาสตกงานมากขึ้น จะหาอาชีพเสริมรายได้ก็หาไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน
กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า ค่าแรงงานในปัจจุบันไม่เหมาะสม 43.4% เหมาะสมแล้ว 56.7% แรงงานเห็นว่า ค่าแรงงานขั้นต่ำในปีนี้ควรอยู่ในระดับ 388.25 บาทต่อวัน และแรงงานอยากให้ค่าจ้างขั้นต่ำในอีก 3 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 498 บาท และค่าจ้างขั้นต่ำใน 5 ปี อยู่ที่ 579 บาท
นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย กล่าวถึงการใช้จ่ายของแรงงานในวันแรงงาน 1 พ.ค.นี้ว่า จะมีเงินสะพัดประมาณ 1,965 ล้านบาท ขยายตัว 2.3% จากปีก่อน ถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นผลมาจาก ค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันมีราคาสูงขึ้นทั้งหมด สำหรับกิจกรรมที่แรงงานจำในวันหยุดแรงงานคือ สังสรรค์ มากสุด 28.6% รองลงมาทำบุญ 24% และซื้อของและเที่ยวในห้างสรรพสินค้า 19.2% โดยจะมีการใช้จ่ายในช่วงวันหยุดเฉลี่ย 957.68 บาท
ทางด้านสิ่งที่ต้องการให้รับบาลช่วยเหลือคือ 1 ดูแลค่าครองชีพ ค่าแรงงานให้เหมาะสมกับกลไกค่าครองชีพ 2. ดูแลเรื่องสวัสดิการที่เหมาะสม 3 แก้ปัญหาการเมืองให้เร็วที่สุด 4.กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว และ 5. เพิ่มทักษะฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพมากขึ้น







