
คดีสิทธิ์หนังสือของไทย(ต่อ)
ผู้เขียนได้เล่ามาเสียยืดยาวถึงคดีลิขสิทธิ์หนังสือของ อกาธา คริสตี้ ที่มาดำเนินการฟ้องร้องในประเทศไทย ขึ้นศาลไทย เนื่องจากมีเรื่องของ อกาธา คริสตี้ ที่ถูกนำมาแปลถึง 28 เรื่องด้วยกัน ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ทั้งช่วงเวลาของผู้แต่งและการประกาศโฆษณา และช่วงเวลาของผู้นำมาแปล แถมยังเป็นช่วงที่ประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มเตาะแตะในเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์มีฉบับเก่า ฉบับใหม่ ก็เลยต้องดูกันโดยละเอียด ผู้เขียนก็หวังว่าจะไม่เบื่อกัน แต่ถ้าเบื่อก็พอดีว่า ฉบับนี้เป็นเรื่องสุดท้ายแล้ว เพราะเหลือแง่มุมที่จะพิจารณาเพียง 2 เรื่องสุดท้าย
ผู้เขียนได้เล่ามาเสียยืดยาวถึงคดีลิขสิทธิ์หนังสือของ อกาธา คริสตี้ ที่มาดำเนินการฟ้องร้องในประเทศไทย ขึ้นศาลไทย เนื่องจากมีเรื่องของ อกาธา คริสตี้ ที่ถูกนำมาแปลถึง 28 เรื่องด้วยกัน ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ทั้งช่วงเวลาของผู้แต่งและการประกาศโฆษณา และช่วงเวลาของผู้นำมาแปล แถมยังเป็นช่วงที่ประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มเตาะแตะในเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์มีฉบับเก่า ฉบับใหม่ ก็เลยต้องดูกันโดยละเอียด ผู้เขียนก็หวังว่าจะไม่เบื่อกัน แต่ถ้าเบื่อก็พอดีว่า ฉบับนี้เป็นเรื่องสุดท้ายแล้ว เพราะเหลือแง่มุมที่จะพิจารณาเพียง 2 เรื่องสุดท้าย
ที่จริง 2 เรื่องสุดท้ายนี้ ก็อยู่ใน 4 เรื่อง ที่ผู้เขียนได้อธิบายไปโดยละเอียดแล้วในฉบับที่ผ่านมา คือ Third Girl, Endless Night, Nemesis และ Sleeping Murder เพียงแต่ 2 เรื่องสุดท้ายนี้ ได้แก่ Nemesis และ Sleeping Murder มีระยะเวลาของการโฆษณาครั้งแรกที่แตกต่างกับ 2 เรื่องแรก การพิจารณาจึงมีแง่มุมที่ต่างกันออกไปบ้าง
กล่าวคือ เรื่อง Nemesis และ Sleeping Murder มีการประกาศโฆษณาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2514 และ 2519 และก็คล้ายคลึงกับเรื่องอื่นๆ คือ ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้แต่งเรื่องนี้ขึ้นมา คือ อกาธา คริสตี้ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ บริษัท อกาธา คริสตี้ ยังไม่ได้จัดให้มีการอนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและโฆษณาคำแปลนั้นในประเทศไทย ผู้เขียนใช้คำว่ายัง เพราะเมื่อบวก 10 ปี เข้าไปกับ พ.ศ. 2514 และ พ.ศ. 2519 ตามลำดับ จะเป็น พ.ศ. 2524 และ พ.ศ. 2529 หมายความว่า หากในระยะเวลาดังกล่าว อกาธา คริสตี้ หรือในที่นี้ คือ เจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศ ไม่ได้จัดให้หรืออนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและประกาศโฆษณาคำแปลนั้นในประเทศไทยดังกล่าวข้างต้น รวมถึงคนไทยยังไม่ได้นำมาแปลในประเทศไทย ก็จะเหมือนๆ กับเรื่องแรกๆ คือ จำเลยก็จะรอดตัวไป แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นกลับต่างกันออกไปตรงที่ผู้แปล 2 คน ของไทยได้แปลเรื่องทั้งสองเป็นภาษาไทยใน พ.ศ. 2523 ซึ่งเป็นเวลาที่ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปีดังกล่าวข้างต้น ทำให้การคุ้มครองงานของ อกาธา คริสตี้ หรือในที่นี้ คือ โจทก์ยังไม่สิ้นสุดลงตามข้อสงวนเกี่ยวกับสิทธิการแปลที่ประเทศไทยทำไว้ในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเบิร์นฯ
นอกจากนี้ เมื่อประเทศไทยมีการออกพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ก็ได้ให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไว้ 30 ปี ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 กำหนดไว้ โดยใส่ไว้ในบทเฉพาะกาล
ดังนั้น การที่ผู้แปลคนไทยคนที่ 1 ได้แปลเรื่อง Nemesis เป็นภาษาไทย ส่วนอีกคนก็แปลเรื่อง Sleeping Murder เป็นภาษาไทยดังกล่าวมาแล้ว จึงต้องได้รับอนุญาตจาก อกาธา คริสตี้ ก่อน มิฉะนั้นก็ถือว่าเป็นการแปลโดยไม่ชอบ และอาจจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษดังกล่าว ที่ผู้เขียนใช้คำว่าอาจ จะเพราะยังมีอะไรที่ศาลท่านพิจารณาละเอียดกว่านั้น เนื่องจากผู้แปลคนไทยคนหนึ่งไม่ได้แปลแค่เรื่อง Nemesis ซึ่งปรากฏว่ายังไม่หมดเวลาการคุ้มครอง แต่ยังแปลอีก 4 เรื่อง คือ The Murder of Roger Ackroyd, Why Didn’t They Ask Evan?, The Man in the Brown Suit และ Sparkling Cyanide ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้ ได้เขียนไว้ในฉบับก่อนๆ แล้วว่า ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของวรรณกรรมฉบับภาษาอังกฤษ ศาลท่านจึงเชื่อว่าผู้แปลเรื่อง Nemesis เข้าใจโดยสุจริตว่าตนเองมีสิทธิแปลงานวรรณกรรมของ อกาธา คริสตี้ เรื่อง Nemesis โดยชอบ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ และมิได้มีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น การที่สำนักพิมพ์ซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดพิมพ์และนำหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นนั้นไปขายทั้ง 4 เรื่องกับ Nemesis อีก 1 เรื่อง รวมเป็น 5 เรื่อง ในสัญญาฉบับเดียวกัน ก็ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้เช่นกันว่า สำนักพิมพ์เข้าใจโดยสุจริตว่าผู้อนุญาตเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องในหนังสือที่แปลนั้น รวมถึงเรื่อง Nemesis ด้วย จากข้อเท็จจริงจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า สำนักพิมพ์รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ ว่าหนังสือแปลที่พิมพ์ขึ้นนั้นเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น การกระทำของสำนักพิมพ์ที่ขาดองค์ประกอบทางความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าว
ส่วนผู้แปลเรื่อง Sleeping Murder แม้จะไม่ได้รับอนุญาตจาก อกาธา คริสตี้ และเรื่อง Sleeping Murder ยังถือว่าอยู่ในอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่เคยร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้แปลเรื่องนี้ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ หรือฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษผู้แปลเรื่องนี้ในข้อหาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ และจนถึงวันที่ฟ้องคดีสำนักพิมพ์นี้ คือ วันที่ 24 ก.พ. 2543 โจทก์ก็ไม่ได้ฟ้องผู้แปลเรื่อง Sleeping Murder (ซึ่งมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนเดาว่า โจทก์มัวแต่มุ่งจะฟ้องสำนักพิมพ์ว่าขายและเสนอขายหนังสือทั้ง 28 เล่ม แก่บุคคลทั่วไป และอาจจะได้ผู้แปลมาเพียง 1 คน เนื่องจากแปลงานของ อกาธา คริสตี้ หลายเล่ม ก็เลยละเลยคนอื่นๆ ไป) จึงมีผลให้ขาดอายุความในการดำเนินคดีอาญา เนื่องจากความผิดข้อหาดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน ดังนั้น การที่ผู้แปลเรื่องหลังนี้ทำสัญญาให้สำนักพิมพ์จัดพิมพ์และนำหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นนั้นไปขายเมื่อ พ.ศ. 2534 จึงเป็นเวลาที่ขาดอายุความไปแล้ว 6 ปี และก็เช่นเดียวกับเรื่องแรก คือ สำนักพิมพ์กระทำไปโดยสุจริต และการกระทำดังกล่าวขาดองค์ประกอบความผิด
เป็นอันจบทั้ง 28 เรื่องลง โดยสำนักพิมพ์และผู้แปลไม่ผิด และหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจความซับซ้อนของกฎหมายลิขสิทธิ์ได้มากขึ้น







