
ส่งออกหนีตายหาออร์เดอร์นอก
ทวีกิจ จตุรเจริญคุณ อดีตรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการบริหารบริษัท ทีเค.การ์เม้นท์ กล่าวว่า ปัญหาสุญญากาศทางการเมืองในขณะนี้ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทในประเทศลดลงถึง 20% ทำให้บริษัทต้องปรับตัวไปหาออร์เดอร์จากต่างประเทศแทน ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะไปเจาะตลาดในต่างประเทศแทนได้ เช่น สหรัฐและยุโรปที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว แต่สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและรายย่อยนั้นมีโอกาสน้อยมาก และขณะนี้ยังไม่รู้ว่าปัญหาทางการเมืองจะยุติลงเมื่อใด
ทวีกิจ จตุรเจริญคุณ อดีตรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการบริหารบริษัท ทีเค.การ์เม้นท์ กล่าวว่า ปัญหาสุญญากาศทางการเมืองในขณะนี้ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทในประเทศลดลงถึง 20% ทำให้บริษัทต้องปรับตัวไปหาออร์เดอร์จากต่างประเทศแทน ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะไปเจาะตลาดในต่างประเทศแทนได้ เช่น สหรัฐและยุโรปที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว แต่สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและรายย่อยนั้นมีโอกาสน้อยมาก และขณะนี้ยังไม่รู้ว่าปัญหาทางการเมืองจะยุติลงเมื่อใด
“ตอนที่รัฐบาลปรับค่าแรง 300 บาท ต้นทุนเราก็เพิ่มอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้มาเจอปัญหาการเมืองซ้ำเติมหนักขึ้นไปอีก อย่างนี้รายเล็กรายกลางอยู่ไม่ไหวแน่ ภาคธุรกิจอยากรู้อย่างเดียวว่าปัญหาการเมืองจะจบลงเมื่อไร และอยากให้จบเร็วๆ” ทวีกิจ กล่าว
ขณะที่ในการประชุม ครม. เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น นายกฯ กล่าวว่า จากการรับฟังรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.พ.ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ทั้งการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การลงทุนเอกชน และการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมในกรุงเทพฯ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ปรับลกจีดีพีเหลือ 34% ขณะที่สถาบันการเงินและภาคเอกชนได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1 2% เท่านั้น
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (สแตนชาร์ต) เปิดเผยรายงานสรุปแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ประจำปี 2557 โดยมองต่างไปจากสถาบันการเงินอื่นๆ ว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถต้านทานปัญหาการเมืองได้จนสามารถขยายตัวได้ในระดับ 3.5% โดยได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มประเทศพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยมักสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วจนได้ฉายาว่า เทฟลอน ไทยแลนด์
อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสแตนชาร์ต กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเอื้อต่อประเทศคู่ค้าของไทย ให้มีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวสูงถึง 9% ซึ่งจะสามารถชดเชยกับปัญหาในประเทศได้
ด้าน เดวิด มานน์ หัวหน้าทีมวิจัยภูมิภาคเอเชียของสแตนชาร์ต กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกไปสู่แดนบวกทั้งในสหรัฐและยุโรปนั้น นอกจากจะช่วยกระตุ้นการส่งออกของเอเชียแล้ว ยังช่วยให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง มากกว่าไหลเข้าตลาดทุนเหมือนในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัวได้ 3.4% จาก 2.7% ในปีที่ผ่านมา นำโดยสหรัฐที่เติบโตได้ 2.4% และยุโรป 1.3% ในขณะที่จีน 7.4% ญี่ปุ่น 1.4% และภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) 6.5%
ขณะที่ คัลลัม เฮนเดอร์สัน หัวหน้าทีมวิจัยด้านตลาดอัตราแลกเปลี่ยน กล่าวว่า ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเริ่มผันผวนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เนื่องจากตลาดจะเริ่มผ่อนคลายกับการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ของสหรัฐ และจะหันกลับมาซื้อสินทรัพย์ใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ ทิศทางของค่าเงินในภูมิภาคจะเริ่มกระจายตัว และขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละประเทศมากขึ้นในปีนี้
ทั้งนี้ สแตนชาร์ตคาดว่า ทิศทางดอกเบี้ยโลกจะกลับสู่ภาวะปกติในทิศทางขาขึ้น ในปีหน้าตามทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยปรับขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับปี 2557 นี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก เนื่องจากเป็นนโยบายที่ผ่อนคลายลงมากแล้ว ท่ามกลางแนวโน้มเงินเฟ้อที่ขยายตัวขึ้น และการลดดอกเบี้ยนโยบายในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ต่างควบคุมเป้าสินเชื่อนั้น อาจทำให้การส่งผ่านนโยบายไม่ได้ผลเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม ธนาคารเอชเอสบีซี กลับมองว่า กนง.มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก 0.25% ไปอยู่ที่ระดับ 1.75% ในเดือน มิ.ย.นี้ เนื่องจากดัชนีสำคัญหลายด้านบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังคงต้องการแรงกระตุ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองนั้นยังรุนแรงมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยภาคการส่งออกจะไม่สามารถชดเชยภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงได้







