
คนทำงานความขัดแย้งกับทางออกบรรดามี
เมื่อคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีจะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีโครงการจำนำข้าว หรือถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัวตามมาตรา 182 ของรัฐธรรมนูญแล้ว กปปส.ซึ่งคุณสุเทพเป็นผู้นำ จะขอเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยใช้มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” โดยมีเหตุผลว่า บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใช้ไม่ได้แล้วเนื่องจากจะไม่มีนายกรัฐมนตรี และมวลมหาประชาชนหรือปวงชนตามมาตรา 3 สนับสนุนให้ กปปส.เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย หรือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ หรือเป็นใหญ่ในรัฐไทย
เมื่อคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีจะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีโครงการจำนำข้าว หรือถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัวตามมาตรา 182 ของรัฐธรรมนูญแล้ว กปปส.ซึ่งคุณสุเทพเป็นผู้นำ จะขอเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยใช้มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” โดยมีเหตุผลว่า บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใช้ไม่ได้แล้วเนื่องจากจะไม่มีนายกรัฐมนตรี และมวลมหาประชาชนหรือปวงชนตามมาตรา 3 สนับสนุนให้ กปปส.เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย หรือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ หรือเป็นใหญ่ในรัฐไทย
เรื่องนี้ชวนให้คนศึกษาหรือทำงานความขัดแย้งต้องตั้งคำถามว่า การเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของ กปปส. ใช่ทางออกของวิกฤตการเมืองปัจจุบันหรือไม่ และมี “ทางออก” ที่มีความเป็นไปได้อื่นอีกหรือไม่
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกับศัพท์ที่ใช้สักเล็กน้อย คนศึกษาความขัดแย้งคือผู้ที่พยายามวิเคราะห์และเสนอแนะวิธีแก้ไขความขัดแย้ง คนทำงานความขัดแย้งนอกจากจะศึกษาแล้วยังต้องทำงานในภาคสนามด้วย วิธีง่ายๆ ก็คือ ไปพบปะพูดคุยกับภาคีความขัดแย้งและร่วมวิเคราะห์ความขัดแย้งกับพวกเขา ชวนให้ภาคีความขัดแย้งคิดดูว่ามีทางออกที่เป็นไปได้อะไรบ้าง และอะไรคือทางออกน่าจะดีที่สุด ถ้าโอกาสเปิด คนทำงานความขัดแย้งอาจช่วยอำนวยความสะดวกให้ภาคีความขัดแย้งได้พูดคุยกันโดยตรง หรือให้ภาคีความขัดแย้งตกลงกันว่าจะให้ผู้ใดหรือองค์คณะบุคคลใดช่วยทำหน้าที่เป็นคนกลาง คนทำงานความขัดแย้งจะต่างกับคนกลางตรงที่ฝ่ายแรกสามารถอาสาทำงานความขัดแย้งได้เลย แต่ฝ่ายที่สองต้องการความยินยอมพร้อมใจของภาคีความขัดแย้งก่อน จึงจะทำหน้าที่การเป็นคนกลางได้ ในที่นี้จะพูดถึงคนทำงานความขัดแย้ง เพราะมีการเสนอให้มีคนกลางมามากแล้ว แต่ภาคีความขัดแย้งยังไม่พร้อม
ดังที่กล่าวแล้ว หน้าที่ของคนทำงานความขัดแย้ง คือ การวิเคราะห์ความขัดแย้งว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีใครเกี่ยวข้องหรือเป็นภาคีความขัดแย้งบ้าง อะไรคือสาเหตุความขัดแย้ง หรืออาจตั้งคำถามว่า แต่ละภาคีมีเป้าหมายอะไร และเห็นว่าเป้าหมายของภาคีอื่นขัดกับของตนอย่างไร ความขัดแย้งยกหรือลดระดับหรือมีพลวัตอย่างไร เป็นต้น จากนั้นก็พยายามพยากรณ์แนวโน้มความขัดแย้งในอนาคต และศึกษาทางออกบรรดามี เมื่อทำการศึกษาวิเคราะห์ในเบื้องต้นแล้วก็ควรหาโอกาสพูดคุยและรับฟังว่าภาคีความขัดแย้งวิเคราะห์ความขัดแย้งอย่างไร แลกเปลี่ยนบทวิเคราะห์กัน และนำข้อมูลที่ได้มาปรับบทวิเคราะห์ของตนอยู่เสมอ บทบาทที่สำคัญ คือ การชักชวนให้ภาคีความขัดแย้งคิดถึงทางออกที่เป็นไปได้ว่ามีอะไรบ้าง โดยอาจตั้งคำถามว่า “อะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุดหากไม่เลือกที่จะเจรจาตกลงกัน” ภาษาอังกฤษใช้สำนวนว่า “Best Alternatives to Negotiated Agreement” มีอักษรย่อว่า BATNA
เมื่อวันก่อนผมไปเสวนาที่วิทยาลัยกองทัพอากาศเรื่อง “บทบาทของกองทัพในสถานการณ์วิกฤตทางการเมือง” ร่วมกับ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์สุรชาติได้วิเคราะห์ทางออกบรรดามีไว้ เลยขออนุญาตนำมาปรับและเสนอไว้ในที่นี้ ทางออกจากวิกฤตการเมืองมี อาทิ
การรัฐประหาร คือ กองทัพเข้ายึดอำนาจ ถ้าทำสำเร็จก็ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งในอดีตเคยทำสำเร็จมาแล้ว 10 ครั้งคือในปี พ.ศ. 2476 2490 2494 2500 2501 2514 2519 2520 2534 2549
รัฐประหารเงียบ เช่น เมื่อทหารจี้นายกรัฐมนตรี ควง อภัยวงศ์ ให้ลาออก ในปี พ.ศ. 2491 หรือในฟิลิปปินส์ซึ่งประธานาธิบดีเอสตราดาต้องลาออกเมื่อกองทัพถอนการสนับสนุนในปี พ.ศ. 2544
การทำตนเหมือนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยใช้มาตรา 216 ที่บัญญัติว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์การอื่นของรัฐ” เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุดเหนืออำนาจอธิปไตยฝ่ายอื่นๆ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นตุลาการธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิตุลาการ
การทำตนเหมือนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของ กปปส. โดยใช้มาตรา 3 และมาตรา 7 เพื่อรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและสภาประชาชน
รัฐสลายการชุมนุมของ กปปส. และทำได้สำเร็จเหมือนกับที่รัฐบาลสลายการชุมนุมของ นปช. ในปี พ.ศ. 2553 ผลพวง คือ การจัดการเลือกตั้งต่อไปของ กกต.
รัฐสลายการชุมนุมของ กปปส. แต่ทำไม่สำเร็จ ต้องยอมทำตามเงื่อนไขของ กปปส. และเกิดสภาพรัฐล้มเหลว
เกิดการปะทะสู้รบระหว่างมวลชนของ กปปส. กับมวลชนของ นปช. ในทำนองการแตกหักขั้นสุดท้าย (Armageddon) คือ อยู่ร่วมกันไม่ได้ระหว่างฝ่ายตนที่เชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรม กับอีกฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นฝ่ายอธรรม สุดท้ายรัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้และเกิดสภาพรัฐล้มเหลว
อยู่กันไปเรื่อยๆ เรียกว่ายื้อกันจนเยิน แม้เศรษฐกิจและสังคมจะเสียหาย แต่ไม่เกิดภัยต่อความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินจนเกินไป เรียกว่าพออดทนได้ให้เวลาช่วยชี้ทาง
คณะกรรมการการเลือกตั้งทำหน้าที่จัดการการเลือกตั้งจนสำเร็จ และมีรัฐสภามาใช้อำนาจ อธิปไตยฝ่ายนิติบัญญัติ หลังจากนั้นค่อยพูดคุยว่าจะทำอย่างไรต่อดี
พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจในฐานะประมุขของประเทศตามฐานคติของระบอบราชาธิปไตยภายในกรอบของรัฐธรรมนูญ “โดยทรงแนะนำ ทรงให้กำลังใจ หรือทรงแจ้งเตือน” ซึ่งอาจช่วยคลี่คลายความขัดแย้งอย่างยั่งยืนโดยทุกฝ่ายยอมรับได้
การพูดคุยเจรจาโดยมีหรือไม่มีคนกลาง ทั้งก่อนและ/หรือหลังความรุนแรงขนานใหญ่ ซึ่งอาจช่วยคลี่คลายความขัดแย้งอย่างยั่งยืนโดยทุกฝ่ายยอมรับได้
กรณีที่อาจเกิดสภาพรัฐล้มเหลว จะหมายถึง อะไร หากเป็นกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนขนานใหญ่ ถึงขั้นการก่ออาชญากรรมสงคราม องค์การระหว่างประเทศ เช่น อาเซียน หรือสหประชาชาติอาจเข้ามาแทรกแซง แต่เหตุการณ์เช่นนี้ไม่น่าจะ/ไม่ควรจะเกิดขึ้น คำถามเดิมก็คือ “อะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุดหากไม่เลือกที่จะเจรจาตกลงกัน”
สมมติว่ามีความตั้งใจหรือประชาชนช่วยกันสร้างความตั้งใจให้มีการเจรจากัน จะขอทดลองเสนอขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้
ประชาชนจำนวนมากแสดงออกว่าอยากให้สถานการณ์คืนสู่ปกติสุข แต่มิใช่ผลักปัญหาไปสู่อนาคต หากเป็นการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
เริ่มหาหลักการที่เป็นจุดร่วม เช่น ทุกฝ่าย
ต้องการประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ไม่ต้องการการรัฐประหาร
ต้องการความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ต้องการการคอร์รัปชั่น
ต้องการความยุติธรรมในสังคม ไม่ต้องการความรุนแรงทั้งทางตรงและทางโครงสร้าง
3.ปรึกษาหารือในเรื่องแผนที่เดินทาง เช่น การแบ่งปันอำนาจบริหาร (เช่น ให้พรรคที่หนึ่งและพรรคที่สองร่วมจัดตั้งรัฐบาล) การแบ่งปันอำนาจนิติบัญญัติ (เช่น ให้ตัวแทนพรรคที่สามเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร) และการมีกลไกการปฏิรูป/แก้ไขกฎหมาย ที่ fair คือ ไม่มีฝ่ายใดที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ หรือทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นธรรม
4.ปรึกษาหารือในเรื่องการทำให้ข้อตกลงใดๆ มีผลในทางปฏิบัติ นั่นคือจะป้องกันการบิดพลิ้ว ไม่ทำตามข้อตกลงได้อย่างไร
ในเมื่อผู้อ่านคนใดก็อาสาเป็นคนทำงานความขัดแย้งได้ ขอให้ผู้สนใจช่วยนำข้อคิดข้างต้นไปปรับและเสนอต่อภาคีความขัดแย้ง แล้วลองดูซิว่าจะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งได้บ้างไหม ทุกคนช่วยกันได้ครับ







