
มาตาปิตุฆาต
“สงกรานต์” วันขึ้นปีใหม่ไทยแต่ดั้งเดิม เป็นประเพณีของไทยที่ยึดถือปฏิบัติกันมานมนานแล้ว เป็นวันที่คนไทยไม่ว่าจะไปทำงานอยู่ที่ใดจะต้องกลับไปบ้าน กลับไปหาพ่อแม่ ไปอยู่กับครอบครัว ไปรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ จึงถือเป็นวันครอบครัว และเนื่องจากเป็นช่วงอากาศร้อน หนุ่มสาวเลยถือโอกาสเล่นสงกรานต์สาดน้ำกันตามประสาคนหนุ่มสาว
“สงกรานต์” วันขึ้นปีใหม่ไทยแต่ดั้งเดิม เป็นประเพณีของไทยที่ยึดถือปฏิบัติกันมานมนานแล้ว เป็นวันที่คนไทยไม่ว่าจะไปทำงานอยู่ที่ใดจะต้องกลับไปบ้าน กลับไปหาพ่อแม่ ไปอยู่กับครอบครัว ไปรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ จึงถือเป็นวันครอบครัว และเนื่องจากเป็นช่วงอากาศร้อน หนุ่มสาวเลยถือโอกาสเล่นสงกรานต์สาดน้ำกันตามประสาคนหนุ่มสาว
ดูเหมือนว่าประเพณีสงกรานต์ทางภาคเหนือที่เรียกว่า ปี๋ใหม่เมือง จะมีความยิ่งใหญ่อยู่ในใจของคนเมืองทุกคน มีเรื่องราวความเป็นมาน่าสนใจ เรียกขานวันสงกรานต์ที่ให้ความหมายดี คือ
วันที่ 13 เม.ย. เรียก วันสังขารล่อง เป็นวันทำความสะอาดบ้าน สระผม เพื่อสิริมงคล
วันที่ 14 เม.ย. เรียก วันเนา หรือ วันเน่า คนเมืองจะไม่ด่าว่าร้ายใคร ตกบ่ายจะขนทรายเข้าวัด โดยถือว่าตลอดทั้งปีเวลาไปวัด ทรายของวัดจะติดเท้าออกมา ถึงปีก็เอาไปคืน
วันที่ 15 เม.ย. เรียก วันพญาวัน คงหมายถึงวันขึ้นปีใหม่นั่นเอง วันนี้จะเป็นวันทำบุญและไปรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้หลักผู้ใหญ่
วันที่ 16 เม.ย. เรียก วันปากปี ผู้คนนิยมไปทำบุญ ไปขอขมา รดน้ำ ดำหัวพระผู้ใหญ่
สงกรานต์ของคนเหนือจึงมีความเป็นเรื่องเป็นราว เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ส่วนภาคอื่นๆ ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องราวที่เด่นชัด แต่ก็มีประเพณีแตกต่างกันไปของแต่ละท้องถิ่น
สงกรานต์บ้านเราจึงยิ่งใหญ่ไม่แพ้ตรุษจีนของประเทศจีนและยิ่งใหญ่กว่าตรุษจีนของคนจีนในไทยที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อน วันสงกรานต์เป็นวันครอบครัวของไทยที่จะได้อยู่พร้อมหน้า ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว นับเป็นความอบอุ่นอย่างแท้จริง
สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ ซึ่งสอนให้คนเรามีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามา ไม่มีผู้ชายคนใดจะรักเราเท่ากับพ่อ ไม่มีผู้หญิงคนใดจะรักเราเท่ากับแม่ คนที่กตัญญูรู้คุณ เลี้ยงดูพ่อแม่ ยิ่งในยามที่ท่านแก่เฒ่าช่วยตัวเองไม่ได้ จะมีแต่ความเจริญไม่มีวันตกอับ พระท่านจึงสอนว่า ให้ทำบุญกับพระอรหันต์ที่บ้าน เปรียบพ่อแม่เป็นพรหมของลูก
แต่ในระยะหลังๆ อิทธิพลทางด้านวัตถุนิยมเข้าครอบงำคนไทยจนละเลยเรื่องความกตัญญูที่ดีงามไปจนหมดสิ้น คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ (บางคน) ฆ่าพ่อแม่บังเกิดเกล้าได้ เพียงเพื่อต้องการทรัพย์มรดก เป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวพุทธอย่างมาก จนมีคำถามว่า ศีลธรรมหายไปจากประเทศไทยแล้วหรือ
แม้บางลัทธิที่อ้างเป็นพุทธก็ยังใช้ศรัทธาของชาวพุทธ เอาบุญมาเป็นสินค้า ขายตรงให้กับคนที่มีแต่ศรัทธา หลอกล่อให้นำเงินบริจาคให้มากๆ เพื่อจะได้บุญเยอะๆ
เป็นอันว่าวัตถุนิยมได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือชาวพุทธ ทั้งพระทั้งฆราวาส
คดีที่ลูกฆ่าพ่อแม่ที่เกิดขึ้นติดต่อกัน 2 คดีก่อนสงกรานต์ ผลคดีจะเป็นอย่างไร ขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องทำสำนวนตามขั้นตอนต่อไป
และคดีนี้ ตำรวจคงใช้เวลาไม่นานเพราะผู้ต้องหาไม่ใช่คนเสื้อแดง!!!
ผลของการฆ่าพ่อฆ่าแม่ ที่เรียกว่า มาตาปิตุฆาต นี้ เป็นกรรมหนักที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นอนันตริยกรรม ผู้ที่ทำกรรมอย่างนี้จะต้องตกนรกอเวจีอย่างแน่นอน แม้ภายหลังจะเปลี่ยนใจกลับมาทำความดีเพียงใด และในชาตินี้จะไม่มีทางได้บรรลุธรรม จะได้อย่างมากก็เพียงเกิดศรัทธาในพุทธศาสนาเท่านั้น เหมือนเช่นพระเจ้าอชาตศัตรูที่ทำปิตุฆาต ซึ่งต่อมาภายหลังพบพระพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใส เปลี่ยนใจมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่กรรมอันหนักที่ได้กระทำไว้ก็ปิดกั้นไม่อาจเกิดดวงตาเห็นธรรมได้ แม้ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้ากี่ครั้งก็ตาม
ในทางโลก กฎหมายบ้านเมืองก็ลงโทษหนักกว่าการฆ่าคนทั่วไป ที่เรียกว่าเป็นเหตุฉกรรจ์ โดยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 ระวางโทษไว้สถานเดียว คือประหารชีวิต ในขณะที่ฆ่าคนทั่วไปต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 1520 ปี แล้วแต่พฤติการณ์ของคดี
เหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 289 กำหนดไว้ 7 กรณี ยกกรณีนี้ไว้ใน (1) คือ “ฆ่าบุพการี” ซึ่งมิได้หมายถึงพ่อแม่ เท่านั้น แต่รวมถึงปู่ย่า ตายาย ไล่ขึ้นไปตลอดสาย จะได้รับโทษหนักขึ้น หรือแม้แต่ทำร้ายร่างกายบุพการี กฎหมายก็ระวางโทษหนักกว่าคนทั่วไป ตามมาตรา 296 และ 298
ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การฆ่าพ่อฆ่าแม่ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ถ้าพ่อแม่มีทรัพย์มรดก ลูกคนนั้นก็จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกของพ่อแม่ ที่ภาษากฎหมายเรียกว่า ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ตามมาตรา 1606 ซึ่งการถูกกำจัดมิให้รับมรดกมีหลายกรณี สรุปง่ายๆ คือ
1.ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกก่อนถึงแก่ความตาย
2.ผู้ที่เอาความเท็จไปฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำผิดที่มีโทษประหารชีวิต แล้วศาลพิพากษาว่าฟ้องเท็จ
3.ผู้ที่รู้ว่า เจ้ามรดกถูกฆ่า แต่ไม่แจ้งความดำเนินคดีกับคนที่ฆ่า เว้นแต่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 16 ปี หรือคนที่ฆ่าเป็นสามี ภรรยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน
เจ้ามรดก คือผู้ตายที่มีทรัพย์มรดก และผู้ที่ถูกกำจัดคือผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดก ไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมก็ตาม เจ้ามรดกจึงรวมถึง พ่อ แม่ ที่มีทรัพย์สินด้วย หากไม่ทำพินัยกรรมไว้ ตามกฎหมาย ลูกๆ ทุกคนมีสิทธิได้รับมรดก ที่เรียกว่า ทายาท
ฉะนั้น ลูกคนใดก็ตามที่คิดจะฆ่าพ่อแม่เพื่อหวังทรัพย์มรดก พึงรู้ไว้ด้วยว่า ในที่สุดจะถูกกำจัดมิให้รับมรดก ซึ่งนอกจากจะเป็นบาปหนักแล้ว ยังไม่มีสิทธิจะได้ทรัพย์สมบัติใดๆ เลย
กรณีที่ฆ่าหมดทั้งพ่อแม่และพี่น้องที่เป็นทายาท ทรัพย์มรดกก็จะตกได้กับปู่ย่า ตายาย หากยังมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่อยู่แล้ว ทรัพย์มรดกทั้งหมดจะตกกับพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของพ่อแม่ อันเป็นทายาทในลำดับถัดไป แต่ถ้าไม่มีทายาทโดยธรรมตามกฎหมายเลย ทรัพย์มรดกทั้งหมดจะตกแก่แผ่นดิน
ทรัพย์สินเป็นของนอกกาย มิใช่จะมีแต่คุณเท่านั้น แต่ยังมีโทษด้วย พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพระอานนท์ เมื่อเห็นทรัพย์สินตกอยู่ในนาของชาวนาคนหนึ่ง ว่า อานนท์ เห็นอรพิษร้ายไหม พระพุทธองค์เรียกทรัพย์สินว่าอรพิษ เพราะเป็นสิ่งที่จะนำภัยอันตรายมาให้
คนที่มีทรัพย์สินมากมาย เมื่อตายไปแล้ว ทรัพย์นั้น อาจเกิดศึกสายเลือด ลูกๆ แย่งชิงกัน พี่น้องที่คลานตามกันออกมาฆ่ากันตายเพื่อแย่งทรัพย์มรดกก็มีให้เห็นตลอดมา และในที่สุดก็ไม่มีใครนำติดตัวไปในภพหน้าได้แม้แต่บาทเดียว พ่อแม่บางคนทุจริตคอร์รัปชั่น มีเงินเป็นแสนล้าน แน่ใจแล้วหรือว่าลูกๆ จะเก่งกาจสามารถ มีความฉลาดพอที่จะรักษาไว้ได้ มั่นใจไหมว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นจะไม่เป็นภัยกับลูกๆ
แล้วยังจะโลภกันไปทำไม







